เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่องคำสั่งมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของนาย พงศธร ศิริโยธิน จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นอดีตประธานกรรมการสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย และบริษัทกฤษดา มหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 20 ในคดีหมายเลขดำ อม.3/2555 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 (หลบหนีคดีศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวมา), ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยฯ และพนักงานธนาคารกรุงไทยกับ นิติบุคคล และกรรมการ นิติบุคคล ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 2-27 ในความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ, ยักยอก, ความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 กรณีเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 – 30 เมษายน 2547 ได้อนุมัติสินเชื่อให้นิติบุคคลซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ นำไปซื้อที่ดินโดยไม่มีการวิเคราะห์ถึงฐานะทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้งวัตถุประสงค์ ของการให้สินเชื่อ, แหล่งเงินทุน ที่จะชำระหนี้ และไม่มีการควบคุมติดตามดูแลสินเชื่อ หลังการอนุมัติโดยใกล้ชิด รวมทั้งไม่เรียกหลักประกันให้คุ้มหนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของธนาคารกรุงไทยผู้เสียหายโดยพวกจำเลยนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตเป็นเหตุให้ธนาคารกรุงไทยได้รับความเสียหายเป็นเงิน 10,054,467,480 บาท
โดยคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิจารณาแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ว่าจำเลยที่ 2-5, ที่ 7-27 มีความผิดตามกฎหมาย ให้จำคุกจำเลยที่ 2-4 และ ที่ 12 ซึ่งเป็นอดีตคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยฯ คนละ 18 ปี ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502
และให้จำคุกจำเลยที่ 5, ที่ 8-11 และที่ 13-17 ซึ่งเป็นคณะกรรมการสินเชื่อ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อ ธนาคารกรุงไทย คนละ 12 ปี ส่วน จำเลยที่ 18-22 ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้ปรับรายละ 26,000 บาท และจำเลยที่ 23 -27 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทนิติบุคคลดังกล่าว คนละ 12 ปี
และให้จำเลยที่ 20, 25-26 ร่วมกันคืนเงินให้ธนาคารกรุงไทยจำนวน 10,004,467,480 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 , 22, 27 ร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 9,554,467,480 บาท รวมทั้งจำเลยที่ 12-17 , ที่ 21 ,23 , 24 ร่วมรับผิดจำนวน 8,816,732,100 บาท
โดยศาลฎีกาฯพิพากษาให้ยกฟ้อง นายนรินทร์ ดรุนัยธร และนางนงนุช เทียนไพฑูรย์ คณะกรรมการสินเชื่อธนาคารกรุงไทยฯ จำเลยที่ 6-7
ซึ่งต่อมานาย พงศธร และบริษัท กฤษดา มหานคร จำเลยที่ 5 และ 20 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่ามีพยานหลักฐานใหม่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐเช่น ธนาคาร, กรมที่ดิน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่จะแสดงให้เห็นได้ว่า ช่วงระยะเวลาก่อนและหลัง การอนุมัติสินเชื่อให้กับ บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี่ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด จำเลยที่ 19 นั้นกระแสเงินหมุนเวียนในบัญชี ตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 และบุคคลในครอบครัวรวมทั้งบุคคลใกล้ชิดไม่ได้เพิ่มขึ้น กว่าปกติ จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 5 ไม่ได้ร่วมทำผิดคดีนี้ เนื่องจากไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ นอกจากนี้จำเลยที่ 5 ยังได้ยื่นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงอีกหลายประการในเรื่องการพิจารณาสินเชื่อ วงเงินกู้ เต็มความสามารถในการชำระหนี้ ของจำเลยที่ 19 รวมทั้งการลงนามในบันทึกขออนุมัติสินเชื่อ
ขณะที่ บริษัท กฤษดา มหานครจำเลยที่ 20 ได้ยื่นอุทธรณ์ว่ามีพยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญและยังไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนคดีมาก่อน ประกอบด้วย งบการเงิน และรายการแสดงความเคลื่อนไหวทางบัญชี ของจำเลยที่ 20 ที่จะแสดงให้เห็นว่าไม่มีการโอนเงินตามแคชเชียร์เช็ค 11 ฉบับซึ่งเป็นสินเชื่อที่บริษัทจำเลย ที่ 19 ได้รับจากธนาคารกรุงไทย และรายงานประจำปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546-2556 ที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 20 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และ หลักฐานเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและชื่อบริษัท
โดยองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลฎีกาฯซึ่งไม่ใช่กรณีมีพยานหลักฐานใหม่ ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยข้อ 4 ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนเเปลงไปในสาระสำคัญ พ.ศ.2551
องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์จึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และ 20 ไม่ชอบด้วยระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะรับไว้พิจารณา โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้พิจารณาความเห็นขององค์คณะพิจารณาอุทธรณ์แล้ว มีมติเห็นชอบตามสำนวนความเห็นขององค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นี้ไว้พิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อที่ประชุมใหญ่ มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยของคดีทุจริตการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยไว้พิจารณาแล้ว คดีจึงถึงที่สุดที่จำเลยจะต้องรับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ซึ่งปัจจุบันจำเลยที่ถูกลงโทษก็ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ และทัณฑสถานหญิงกลาง

