กองปราบ สอบเส้นทางเงินบัญชีเจ้าของโรงโม่ คดียักยอกเงินสมเด็จพระวันรัต ยันโปร่งใส ไม่มีพิรุธ

6.04.22 | 14:12 น.

กองปราบ สอบเส้นทางเงินบัญชีเจ้าของโรงโม่ พร้อมเจ้าอาวาสวัด คดียักยอกเงินสมเด็จพระวันรัต ยันโปร่งใส ไม่มีพิรุธ คาดยักยอกกองอื่นฯ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 เมษายน 2565 ที่วัดรัตนวราราม อ.บ่อไร่ จ.ตราด พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบก.ป.) เดินทางไปพบนายสุรศักดิ์ อิงประสาน เจ้าของบริษัท เพชรสยามศิลาตราด จำกัด และนายพิชานนท์ อิงประสาน ลูกชาย พร้อมพระครูกิตติวัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดรัตนวราราม เพื่อติดตามเส้นทางการเงินที่คนสนิทสมเด็จพระวันรัตยักยอกเงินกว่า 200 ล้านบาท


โดยการสอบปากคำครั้งนี้ รอง ผบก.ป.ได้สอบถามในเรื่องเงินที่ทางบริษัท เพชรสยามศิลาตราด จำกัด ได้รับการโอนเงินผ่านเข้ามาในบัญชีบริษัทว่ามีรายละเอียดอย่างไร และมีการเบิกจ่ายไปทำอะไร และให้ใคร? รวมทั้งมีธุรกรรมการเงินอย่างไรบ้าง ซึ่งนายสุรศักดิ์ อิงประสาน และพระครูกิตติวัฒนคุณได้อธิบายถึงการเบิกจ่ายและนำเอกสารการเบิกจ่ายที่มีกว่า 50-60 หน้า มาแสดงให้ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ ทราบ ซึ่งได้มีการสอบถามในรายละเอียดเพื่อให้ทุกคนได้อธิบายในประเด็นที่ตั้งข้อสงสัย

หลังจากใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง จึงทำการสอบสวนแล้วเสร็จ โดย พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า ที่ต้องเดินทางมาสอบปากคำทั้ง 3 คน เนื่องจากมีเส้นทางการเงินของสมเด็จพระวันรัตที่มีการโอนเงินมาจากธนาคารกสิกร สาขาบางลำพู แล้วส่งมาที่บัญชีโรงโม่เพชรสยามศิลาตราด เป็นเงินจำนวนมาก ในการมาก่อสร้างวัดรัตนวราราม อำเภอบ่อไร่ มีมูลค่าเกือบ 200 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาก่อสร้างจึงต้องเดินทางตรวจสอบว่ายอดเงินการโอนและการใช้จ่ายตรงกันหรือไม่ ซึ่งพบว่ามีความโปร่งใสและยอดการโอนตรงกัน ส่วนที่ต้องมีการโอนเงินมายังบัญชีของบริษัท เพชรสยามศิลาตราด จำกัดนั้น เพราะว่าเจ้าของโรงโม่เป็นผู้บริจาคที่ดินให้สมเด็จฯเพื่อก่อสร้างวัดกว่า 60 ไร่ จึงดำเนินการโอนเงินมาให้ แต่การเบิกจ่ายจะมีเจ้าอาวาสวัดและคนของสมเด็จฯดูแลและเบิกจ่ายเอง โดยการโอนในแต่ละครั้งนั้นจะมีจำนวนไม่เท่ากัน ตลอดระยะเวลา 5-6 ปี นับร้อยครั้ง ซึ่งจากการจรวจสอบทั้งต้นทางและปลายทางไม่มีปัญหา เพราะมียอดตรงกัน ส่วนการที่คนสนิทสมเด็จพระวันรัตจะมายักยอกเงินมาจากกองไหนนั้นไม่ขอตอบ แต่จะอยู่ในสำนวน

“ที่ต้องโอนเงินก่อสร้างวัดมาที่บัญชีของโรงโม่ เพราะว่าเจ้าของโรงโม่ได้บริจาคที่ดินให้กว่า 60 ไร่ และช่วงแรกยังไม่เป็นวัด จึงไม่มีการตั้งบัญชีเพราะยังไม่เป็นวัด พอมีสถานภาพเป็นวัดแล้วจึงมีผู้รับผิดชอบ ในการทำธุรกรรม ส่วนการโอนมีจำนวนครั้งมาก และมีรายละเอียดมาก แต่ส่วนใหญ่จะดูการยักยอกที่ต้นทางมากกว่า ซึ่งในปลายทางที่มีเจ้าอาวาสวัดและเจ้าของโรงโม่นั้นมีความชัดเจน เรียกว่า มีความโปร่งใสก็แล้วกัน ซึ่งไม่มีข้อพิรุธว่ามีการทุจริตแต่อย่างใด”

Advertisement

พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า ในส่วนของการยักยอกที่จะไปเอาเงินจากกองอื่นนั้น ทางตำรวจก็ได้มีการตรวจสอบแล้ว และมีการดำเนินคดีไปแล้ว 2 คดี อีกทั้งสมเด็จพระวันรัตได้ตั้งเงินก่อสร้างแยกไว้เป็นกองๆ และมีการเบิกจ่ายเป็นระบบไม่มีการเบิกข้ามกัน จะสร้างโรงเรียน จะสร้างวัดก็ทำไปตามงบประมาณนั้น และได้ทำการเบิกจายไปตามวัตถุประสงค์

หลังจากนั้น นายพิชานนท์ อิงประสาน ลูกชายของนายสุรศักดิ์ อิงประสาน กล่าวว่า หลังจากได้แสดงบัญชีทั้งหมดตั้งแต่การเบิกมาทำการก่อสร้างวัด ก็เบิกจ่ายไปตามที่ได้รับมาจากทางสมเด็จ มีจำนวนกว่า 140 ล้านบาท และเหลือเงินมาอีก 14 ล้านบาท และยอดสุดท้ายโอนเงินมา 19 ล้านบาท เป็นบัญชีของวัดรัตนวราราม ใช้ไปแล้วส่วนหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ที่ผ่านมากระแสสังคมได้มองว่าเมื่อมีข่าวยักยอกเงินทำให้มุ่งมาที่บริษัท แต่วันนี้ได้เกิดความเข้าใจในการเบิกจ่ายแล้ว ซึ่งไม่ได้รู้สึกกังวลกับเรื่องกฎหมาย แต่กังวลกับกระแสสังคมมากกว่า วันนี้ก็ได้รับทราบอย่างชัดเจนแล้ว และต่อไปการก่อสร้างที่เหลือก็จะได้ดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ของท่าน

สำหรับในช่วงบ่าย พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ จะเดินทางไปที่วัดคิรีวิหาร และโรงเรียนวัดคิรีวิหาร (สมเด็จพระวันรัตอุปถัมป์) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของสมเด็จพระวันรัตที่มาดำเนิการก่อสร้างวัดและโรงเรียนด้วยเนื่องจากมีมูลค่าเงินที่โอนมาดำเนินการมากกว่า 90 ล้านบาท