ภาคประชาสังคม ขีดเส้น 2 สัปดาห์ หากคดีบุกรุกโบราณสงขลาไม่คืบ บุก กทม.ร้อง 3 หน่วยงานตรวจสอบ

20.04.22 | 16:25 น.

ภาคประชาสังคม โอดคดีบุกรุกโบราณสถานสงขลาล่าช้าเกินเหตุ ต่อเวลาอีก 2 สัปดาห์ หากไม่สามารถสรุปสำนวนได้เตรียมเดินเครื่องเข้า กทม.ทำหนังสือขอ 3 หน่วยเข้าตรวจสอบ

จากกรณีคดีบุกรุกโบราณสถานเมืองเก่าสงขลา ซึ่งดำเนินการโดยพนักงานสอบสวน สภ.สิงหนคร ภายใต้การกำกับดูแลของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา จะครบ 2 เดือน ในวันพรุ่งนี้ หลังจากสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา เข้าแจ้งความดำเนินคดี ไปเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ ยังคงอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน


นายบรรจง นะแส เครือข่ายภาคประชาสังคม กล่าวว่า ภาคประชาสังคมที่เฝ้าจับตาความคืบหน้าทางคดีนั้น มองว่าเป็นความล่าช้า เกินกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้ง การทำคดีนั้นก็มีการเก็บหลักฐาน ตรวจสอบ ที่ซ้ำไปมาในแต่ละหน่วยงาน แม้ข้ออ้างในเรื่องของความพยายามทำให้คดีมีหลักฐานที่รัดกุมเพื่อเอาผิดผู้ก่อเหตุให้ได้ จะพอรับฟังได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นมองว่า 2 เดือน เป็นการใช้เวลาที่นานเกินไป

ภาคประชาสังคมจะให้เวลาอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ หากไม่มีความชัดเจนว่าจะสรุปสำนวนคดีส่งพนักงานอัยการได้เมื่อไหร่ ก็จะเดินทางไปขับเคลื่อนใน กทม.โดยจะทำหนังสือไปยื่นอย่างน้อย 3 หน่วย คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ สำนักงาน ปปช.และ สำนักงาน ปปง. เพื่อเข้าร่วมในการดำเนินคดี เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่นั้นดำเนินการได้ล่าช้า และคาดว่าประสบปัญหาในเรื่องของอิทธิพลในพื้นที่

สำหรับคดีบุกรุกโบราณสถานเมืองเก่าสงขลานั้น สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี ใน 4 คดี คือ คดีบุกรุกตัดถนนขึ้นสู่เขาแดง คดีบุกรุก ภูเขาน้อย ปรับพื้นที่ภูเขาระยะ 220 เมตร คดีบุกรุกขุดบริเวณเชิงภูเขาน้อยลึก 20 เมตร เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งคดีเกิดตั้งแต่ปี 2557 และเพิ่งมีการแจ้งความดำเนินการ ซึ่ง 3 คดีนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ก่อเหตุไปแล้วรวม 6 ราย โดยผู้ต้องหา 2 ใน 6 รายนั้น เป็นญาติของนักการเมือง อีกทั้งเป็นผู้กว้างขวางในพื้นที่ ส่วนอีกคดี เป็นคดีทุกบทำลายฐานเจดีย์องค์ดำ บนยอดเขาแดง ซึ่งคดีนี้ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้

Advertisement

ในขณะที่ทางสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา อยู่ระหว่างการให้เจ้าหน้าที่เร่งทำการรวบรวมพยานหลักฐานผู้บุกรุกเขตโบราณสถานเพิ่มเติมอีก 17 ราย หลังตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศแล้วพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ ทำให้ต้องเร่งดำเนินการแจ้งความดำเนินคดี จัดระเบียบปัญหาทั้งหมดในเขตโบราณสถานแห่งนี้ที่หมักหมมมานานนับสิบปี โดยเจ้าหน้าที่เตรียมที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความ โดยรอให้ 3 คดีแรกได้รับการสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องให้แล้วเสร็จเสียก่อน

ทั้งนี้พบว่ากลุ่มผู้บุกรุกโบราณสถานนั้น มีทั้งกลุ่มทุน อดีตข้าราชการ ที่เข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆรุกล้ำที่ดินโบราณสถาน จากนั้นจึงทำการซื้อขายเปลี่ยนมือมาถึงปัจจุบัน บางกลุ่มก็ได้ใช้ที่ดินสาธารณะ มาจัดสรรให้กับชาวบ้านอยู่อาศัย เมื่อเป็นชุมชน ก็จะยื่นขอเอกสารสิทธิ์และกว้านซื้อในราคาถูกจากชาวบ้านเหล่านั้น