สธ. จับมือดีเอสไอ กวาดล้างแก๊งอุ้มบุญข้ามชาติ สกัดขบวนการค้ามนุษย์ หลังพบ 2 เคส ผลิตตัวอ่อนจำนวนมาก ฝังท้องหญิงไทย ก่อนส่งเด็กไปเมืองนอก
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และ นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
นพ.ธเรศ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สธ. ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออก พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 เพื่อคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ และควบคุมการนำเทคโนโลยีฯ ไปใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม แต่ที่ผ่านมายังมีคนเห็นแก่ตัวลักลอบใช้ในทางที่ผิด โดยมีขบวนการอุ้มบุญแทน ล่าสุด สบส. จึงลงนามร่วมกับดีเอสไอ เพื่อสอบสวนคดีรับจ้างอุ้มบุญให้รวดเร็ว และคุ้มครองเด็กได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นคดีที่มีความซับซ้อน เด็กที่เกิดมาก็ยังไม่รู้ว่าได้รับการดูแลอย่างไร และอาจเกี่ยวกับการค้ามนุษย์
ด้าน นพ.ไตรยฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ดีเอสไอได้รับแจ้งจาก สบส. กว่า 10 คดี ในจำนวนนี้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว 2 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน เบื้องต้นพบว่าทำเป็นกระบวนการ ตั้งแต่จ้างวาน ผู้ดำเนินการ ผู้สนับสนุน และผู้นำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจไปถึงการค้ามนุษย์ เพราะมีการผลิตเด็กเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพบมีการเอามาเลี้ยงเป็นตัวอ่อน ซึ่งมีทั้งการส่งน้ำเชื้อจากต่างแดนมาผสมและฝังตัวอ่อนในไทย ดูแลและคลอดในไทย ก่อนจะนำเด็กไปไว้ ณ ที่แห่งหนึ่ง เพื่อพร้อมส่งออกไปต่างประเทศ ทั้งนี้ผู้จ้างงานเป็นชาวต่างชาติ และดำเนินการในต่างจังหวัด ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนให้ชัดเจนเพื่อดำเนินการเอาผิด และอยู่ระหว่างหารือร่วมกับสบส.ว่าอาจจะต้องมีการปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นปัญหาจะซุกใต้พรมตลอด
“กรณีนี้เกิดมาหลายปี และในภาวะที่เป็นโควิดก็ทำให้แม่ที่อุ้มบุญและต้องเดินทางไปต่างประเทศลำบาก เราจึงตรวจสอบได้ง่าย ตอนนี้เด็กคลอดมาแล้วเลี้ยงจนโตประมาณ 1-2 ขวบ ซึ่งอยู่ในการดูแลของเรา ผู้เกี่ยวข้องทุกคนจะมีโทษทางอาญา ทั้งปรับ และ จำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี เร็วๆ นี้ เราจะมีการแจ้งและเข้าไปจับกุมผู้กระทำผิด โดยจะแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด” นพ.ไตรยฤทธิ์ กล่าว
นพ.ไตรยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือกับ สบส. ครั้งนี้ จะทำให้เกิดการแจ้งเบาะแส และนำสู่การเข้าไปแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น เป็นการระงับเหตุตั้งแต่ยังไม่เริ่มดำเนินการ เนื่องจากทุกวันนี้เรามาเจอจนเด็กออกมาแล้ว ทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการดูแลของ พม. ในการจัดสถานที่ดูแลเด็ก โดยมีแม่อุ้มบุญเป็นพยานสำคัญในการขยายผลได้ ซึ่งปัจจุบันมีเคสอุ้มบุญและอยู่ในการดำเนินการประมาณ 19 ราย ซึ่งอยู่ในโซนเอเชีย แต่ขอไม่เอ่ยชื่อประเทศ

