‘ดารุมะซูชิ’ แซ่บทิพย์ งานคุ้มครองผู้บริโภค บกพร่อง?

22.06.22 | 07:23 น.

‘ดารุมะซูชิ’ แซ่บทิพย์ งานคุ้มครองผู้บริโภค บกพร่อง?

ยอดผู้เสียหายยังพุ่งไม่หยุดกรณีร้านดารุมะ ซูชิ (Daruma Sushi) บุฟเฟต์แซลมอนชื่อดัง ดำเนินการโดยบริษัท ดารุมะ ซูชิ จำกัด ได้เปิดขายเวาเชอร์ (e-Voucher) บุฟเฟต์ “แซลมอน” เหลือ 199 บาทจากราคาปกติราว 499 บาท จนคนแห่เข้าไปจองซื้อจำนวนมาก แต่สุดท้ายกลับแจ้งปิดบริการกะทันหัน จนทำให้มีผู้เสียหายไปร้องเรียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เกือบ 500 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท ทั้งจากผู้ที่ซื้อเวาเชอร์ และคนที่ลงทุนซื้อแฟรนไชส์คนละ 2.5 ล้านบาท

กรณี “เวาเชอร์ทิพย์” ของร้านดารุมะซูชิ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ย้อนไปก่อนหน้านี้ในปี 2562 ร้านซีฟู้ดชื่อดังอย่าง “แหลมเกต” เปิดโปรขาย Voucher หลักร้อย เสิร์ฟอาหารทะเลคุณภาพดี จนมีคนติดตามซื้อนับหมื่นราย ถัดมาไม่กี่เดือนร้านขออนุญาตปิดกิจการชั่วคราว สุดท้ายดำเนินคดีกับเจ้าของร้าน!

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเกิดคำถามถึงมาตรการของภาครัฐ ที่จะเข้ามาควบคุมป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับผู้บริโภคครั้งแล้วครั้งเล่า โดย พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคม.) เปิดเผยว่า สำหรับคดีของร้านดารุมะซูชินั้นมีผู้เสียหายจำนวนมากถึงหลายพันคน และมีความเสียหายหลักร้อยล้านบาท โดยแบ่งผู้เสียหายออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ผู้เสียหายที่ซื้อคูปองไปใช้, ผู้เสียหายที่ซื้อคูปองไปขายต่อ และ ผู้เสียหายที่ซื้อแฟรนไชส์ จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อซื้อแฟรนไชส์ ทางผู้บริหารจะเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ หรือการตกแต่งร้าน

ผู้ลงทุนเพียงแค่จ่ายเงินค่าแฟรนไชส์เท่านั้น บางรายราคา 2 ล้านบาท หรือบางรายราคา 2.5 ล้านบาท แต่ไม่มีส่วนในการบริหารงานแต่อย่างใด โดยจะได้รับเงินปันผล 10% ของยอดขาย ซึ่งผู้เสียหายบางรายเปิดร้านได้เพียงแค่ 2 เดือน และได้เงินตอบแทนกลับมาเพียงหลักแสนบาท แต่กลับไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังพบว่าร้านดารุมะซูชิมีจำนวนสาขาทั้งหมด 26 สาขา แต่ผู้บริหารเป็นเจ้าของเพียง 6 สาขา อีก 20 สาขาเป็นร้านแฟรนไชส์ จึงส่งผลให้มูลค่าความเสียหายสูง

Advertisement

“ขอฝากถึงประชาชนว่าปัจจุบันการถูกฉ้อโกงและถูกหลอกลวงนั้นมีจำนวนมาก โดยเฉพาะทางสื่อสังคมออนไลน์ สิ่งที่สำคัญคือควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ค้าและผู้บริการ รวมถึงตรวจสอบราคาสินค้าและบริการว่ามีราคาถูกผิดปกติหรือไม่ เพราะแม้ว่าทางผู้ค้าจะสร้างความน่าเชื่อถือขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่แล้วหากสินค้าและบริการราคาถูกผิดปกติ มักจะเป็นการหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงเชื่อ” พล.ต.ต.อนันต์เผย

พล.ต.ต.อนันต์เผยอีกว่า ส่วนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ขณะนี้ทาง บก.ปคบ. ได้รายงานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสนอให้ดำเนินงานในรูปแบบคณะทำงาน โดยมีพนักงานสอบสวน บก.ปคบ.เป็นเจ้าภาพในการทำคดี และจะส่งประเด็นการสอบสวนไปยังสถานีตำรวจในแต่ละพื้นที่ โดยเมื่อประชาชนเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำ จากนั้นจะส่งคำให้การ และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายัง บก.ปคบ. ดำเนินคดีต่อไป เป็นการอำนวยความสะดวกประชาชน ให้สามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ได้ในพื้นที่สะดวก เนื่องจากผู้เสียหายบางรายอาจมีมูลค่าความเสียหายไม่มากนัก ประกอบกับอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล จึงอาจไม่สะดวกในการเดินทางมาแจ้งความที่ บก.ปคบ.

“นอกจากนี้ คดีนี้เป็นคดีต่างกรรมต่างวาระ หากมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเป็นจำนวนมาก อัตราโทษก็จะมีจำนวนมากเช่นกันจึงขอให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี หากสะดวกขอให้เข้าแจ้งความที่ บก.ปคบ. หรือหากไม่สะดวกก็ขอให้แจ้งความกับสถานีตำรวจในแต่ละท้องที่เพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี โดยทาง บก.ปคบ. จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับ ในข้อหา ‘ฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ ความผิดฐานฟอกเงิน’ โดยคาดว่าจะออกหมายจับได้ภายในเร็ววันนี้ และติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดต่อไป” พล.ต.ต.อนันต์สรุปทิ้งท้าย

ขณะที่ นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาองค์กรผู้บริโภค บอกว่า จากเหตุการณ์ของดารุมะ ผู้บริโภคได้รับผลกระทบมากสำหรับการใช้เงินซื้อบัตรคูปองแต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง จากกรณีนี้ผู้บริโภคสามารถเรียกร้องตามสิทธิที่เป็นผู้เสียหาย โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ หากซื้อกับร้านโดยตรงสามารถแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของร้าน แต่ถ้าซื้อคูปองกับกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ผู้บริโภคอาจเรียกร้องกับผู้ค้าคนกลาง ดังนั้น หากผู้บริโภคซื้อขายกับคู่กรณีใดก็ต้องไปดำเนินการกับคู่กรณีนั้น

ขณะเดียวกันผู้ค้าคนกลางก็ต้องดำเนินการกับเจ้าของกิจการต่อไป เพราะเป็นผู้เสียหายเช่นกัน ทั้งนี้ ผู้บริโภคต้องพิจารณาและตระหนักถึงสินค้าที่จะซื้อเพื่อบริการให้มากขึ้น แม้ในบางธุรกิจอาจดำเนินการมาระยะหนึ่งจนสร้างความน่าเชื่อถือได้ แต่ในธุรกิจที่จัดโปรโมชั่นราคาถูก ซึ่งสวนทางกับราคาต้นทุนสินค้าจริง ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้แค่ช่วงระยะสั้น หากระยะยาวคงเป็นไปได้ยากกับสถานการณ์โลกที่ยังผันผวน

ดังนั้น ผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณในการซื้อมากขึ้นด้วย ด้านหนึ่งในลูกค้าร้านดารุมะซูชิ เผยว่า มองว่าการทำโปรโมชั่นลดราคาอาหาร เป็นการตลาดทั่วไปที่ร้านไหนๆ ก็ทำ ฉะนั้น การทำคูปองออกมาขายก็เป็นเรื่องธรรมดามาก จึงไม่มีใครคิดว่าจะถูกหลอกให้ซื้อคูปอง แม้จะมีเรื่องทำนองนี้ ที่เคยเกิดขึ้นกับร้านซีฟู้ดเจ้าดังเมื่อหลายปีก่อนก็ตาม ซึ่งก็ตกเป็นเหยื่อครั้งนั้นซื้อคูปองไว้ถึง 25 ใบ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่รับผิดชอบในสังคมขนาดนี้ ถูกหลอกให้ซื้อคูปองร้านดารุมะเหลือที่ยังไม่ได้ใช้งาน 11 ใบ

ฉะนั้นสิ่งที่น่าคิดคือ ผู้บริโภคจะรู้ได้อย่างไรว่า การซื้อคูปองร้านอาหารในแต่ละครั้ง จะไม่ใช่เป็นการหลอกลวง เหมือนกรณี เวาเชอร์ทิพย์ที่เกิดขึ้น อย่างน้อย 2 เคส

และหน่วยงานของรัฐ จะเข้ามากำกับดูแล หรือมีมาตรการ ควบคุม การทำการตลาดอย่างไร เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค มิให้ตกเป็นเหยื่ออีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า