ลืออาถรรพ์ดาบจำลองพระเจ้าตาก หลังหนุ่มจิตเวชนำมาเล่น ก่อนจมหายน้ำลึกลับ
เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 15 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา อาสาสมัครกู้ภัยสว่างมาบำเพ็ญธรรมะสถานได้รับแจ้งว่ามีผู้สูญหายภายในน้ำ บริเวณหน้าศาลเจ้าลิ้นทอง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดกระแจะจึงนำกำลังชุดประดาน้ำและเรือลงพื้นที่ตรวจสอบ
จุดที่ได้รับแจ้งเป็นแม่น้ำปราจีนบุรี อยู่ด้านหลังวัดกระแจะหมู่ 7 ต.ท่างาม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี บริเวณที่ได้รับแจ้งพบรองเท้าแตะข้างซ้ายรอยอยู่ริมตลิ่งด้านหลังวัดกระแจะ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ และยังพบกระเป๋าผู้สูญหายที่มียารักษาโรค เอกสารว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชพร้อมบัตร ตรวจประจำตัวประชาชนทราบชื่อคือนายจรวย กรรณทิตย์ อายุ 51 ปี ชาว ต.ท่างาม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี
จากการสอบถามเห็นเหตุการณ์คนแรกลุงตี๋ ชาติชาย ว่องไว อายุ 68 ปี ซึ่งลุงตี๋ได้ล่องเรือหาปลาโดยการดึงเชือกที่ทำตาข่ายดักปลาก่อนพบแขนและศีรษะของผู้เสียชีวิตลอยขึ้นมา ด้วยความตกใจจึงปล่อยเชือกนั้นทำให้ร่างของผู้เสียชีวิตจมหายจากจุดที่พบศพ หลังจากนั้นจึงได้โทรแจ้งอาสากู้ภัยเข้ามาตรวจสอบ เบื้องต้นหลังจากทีมชุดประดาน้ำมาถึงที่เกิดเหตุได้มีการจุดธูป 16 ดอกเพื่อขอบนบานสิ่งศักดิ์ที่ดูแลสถานที่ช่วยเปิดทางในการทำงาน
จากการสอบถามนางแสงทอง หรือแหม่ม พี่สาวผู้เสียชีวิต ได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าเมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.00 น. ได้รับแจ้งว่าน้องชายของตนสูญหายและพบรองเท้าอยู่บริเวณริมตลิ่งหลังวัดกระแจะ และได้นำรองเท้าที่ซื้อมาพร้อมกันนำมาวัดกับรองเท้าที่พบเจออยู่บริเวณริมตลิ่งจึงมั่นใจว่าเป็นน้องชายของตนอย่างแน่นอน โดยน้องชายตนเป็นผู้ป่วยจิตเวชมาหลายปีแล้ว เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุรถล้ม ซึ่งก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่อยู่บริเวณวัดกระแสว่าน้องชายของตนได้ไปหยิบเอาดาบของพระเจ้าตาก โดยมีศาลาจำลองรูปปั้นของพระเจ้าตากตั้งอยู่บริเวณวัดกระแจะ โดยคาดว่าการเสียชีวิตครั้งนี้น่าจะเกิดจากอาการกำเริบของน้องชายของตนป่วยเป็นจิตเวช
ทั้งนี้จากการสอบถามชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าบริเวณคุ้งน้ำบริเวณนี้ ครั้งดั้งเดิมเคยเป็นถ้ำของจระเข้หลังจากนั้นทางชาวบ้านและประชาชนในพื้นที่ได้ตั้งศาลเจ้าชื่อศาลเจ้าลิ้นทองเพื่อเป็นการให้ชาวบ้านในพื้นที่สักการะ โดยจุดที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียหายภายในน้ำเป็นบริเวณทางน้ำสามแพร่งซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นจุดอาถรรพ์ โดยมักมีผู้เสียชีวิตในบริเวณนี้เกือบทุกปี


