เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 นั้น ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอคัดค้านมติคณะกรรมการคดีพิเศษในการยุติการสอบสวนคดีของนายสมชาย ตามที่ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ได้มีหนังสือเลขที่ ยธ 0810.3/1928 ถึงตน ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2559 แจ้งผลการดำเนินคดีนายสมชายว่าดีเอสไอได้ทำการสอบสวนคดีนายสมชายเสร็จสิ้นแล้ว โดยคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติเห็นควรงดการสอบสวน เนื่องจากไม่ปรากฎตัวผู้กระทำผิด
นางอังคณา กล่าวว่า การเดินทางมาในวันนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับหนังสือจากดีเอสไอแจ้งว่าคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้ยุติการสอบสวนคดีนายสมชาย ซึ่งในช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมองว่าไม่เหมาะสมในการที่จะเดินทางมาหารือ หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว ดังนั้น ในวันนี้จึงเดินทางมายื่นหนังสือถึงดีเอสไอในฐานะครอบครัว เพื่อขอคัดค้านมติคณะกรรมการคดีพิเศษที่จะงดการสอบสวนคดีดังกล่าว ส่วนสาเหตุที่คัดค้านคือคดีการบังคับสูญหายเป็นคดีอาชญากรรมต่อเนื่องที่ไม่มีอายุความ ดังนั้น ดีเอสไอจำเป็นต้องสอบสวนคดีนี้ไปเรื่อยไปจนกว่าจะพบผู้สูญหาย
นางอังคณา กล่าวต่อว่า อีกทั้ง กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยการทรมานและการบังคับสูญหาย ก็กำลังจะผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะฉะนั้น เมื่อกฎหมายนี้มีการประกาศใช้ ก็จะเป็นคุณกับญาติและครอบครัวของผู้ถูกบังคับสูญหายที่ผ่านมาก็ได้มีการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับดีเอสไอมาโดยตลอด และอธิบดีดีเอสไอก่อนหน้านี้ยืนยันมาตลอดว่าให้ความสำคัญกับคดีนี้และจะสอบสวนอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมีพ.ร.บ.ว่าด้วยการทรมานและการบังคับสูญหาย อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปี 2559 ได้พูดคุยกับผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ยืนยันว่ายังคงสอบสวนคดีนายสมชายอยู่ และจะเชิญครอบครัวมารับทราบและหารือในการทำงานร่วมกัน แต่ก็ประหลาดใจที่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้ยุติการสอบสวนคดีดังกล่าว
“เรื่องการบังคับสูญหาย ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มันเป็นปัญหาที่เกิดในสังคมมานาน และดีเอสไอรับคดีนี้มา 11 ปี 9 เดือนเศษ เดี๋ยวก็มีปัญหาว่าแฟ้มหายบ้าง หาเจอบ้าง จริงๆแล้วครอบครัวเราไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วได้มีการสอบสวนอะไรบ้าง และแม้ที่ผ่านมา จะมีการไปงมหาศพ หาชิ้นส่วนศพอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็เป็นที่ประจักษ์ว่ากรณีสมชายหายังไงก็ไม่พบศพ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ พนักงานสอบสวนคดีนี้ทราบดีว่าตำรวจที่อุ้มฆ่าคุณสมชาย เผาทำลายศพจนไม่เหลืออะไรให้หา ดังนั้น ดีเอสไอต้องหาแนวทางอื่นในการที่คลี่คลายคดี ดังนั้น ถ้าหากว่าคดีที่ไม่มีศพและให้ความยุติธรรมไม่ได้ และต่อไปคดีอุ้มสไบ อุ้มฆ่าของเหยื่อในสังคมไทยจะทำอย่างไรต่อไป”นางอังคณา กล่าว
นางอังคณา กล่าวด้วยว่า วัตถุประสงค์ที่เดินทางมาวันนี้ก็เพื่อต้องการคัดค้านมติดังกล่าว ส่วนที่อธิบดีดีเอสไอต้องการจะหารือกับตนด้วยนั้น หากดีเอสไอต้องการจะหารือกับครอบครัวก็ควรที่จะได้มีการหารือกันก่อนที่คณะกรรมการจะมีมติยุติกาสอบสวน ดังนั้น ถ้ามีมติออกไปแล้ว ต่อให้มาหารือ ตนก็ต้องถามว่าจะมีผลต่อการกลับมติได้หรือไม่
ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ดีเอสไอรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษตั้งแต่ปี 2548 ที่ผ่านมาก็ทำการสืบสวนสอบสวนมาโดยตลอด พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิด แต่เมื่อสืบสวนสอบสวนมาเป็นเวลานานพอสมควรและไม่มีหลักฐานที่จะไปยืนยันการกระทำผิด ก็ต้องงดการสอบสวน แต่การงดการสอบสวนของอัยการก็ระบุว่า หากรู้ตัวหรือมีพยานหลักฐานก็สามารถดำเนินการสอบสวนต่อไปได้ ไม่ใช่ว่างดแล้วและไม่ทำต่อ ส่วนร่างพระราชบัญญัติที่นางอังคณาอ้างถึงนั้น หากมีการประกาศใช้ก็สามารถดำเนินการได้

