ศึกชนช้างการเลือกตั้ง ‘นายกสภาทนายความ’ ‘แชมป์เก่า 3 สมัย’ กับ ‘ถวัลย์ รุยาพร’ รองแชมป์ผู้ท้าชิง

12.02.16 | 12:21 น.

ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประจำปี 2559 เริ่มขึ้นแล้วที่รัฐไอโอวา เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันต่างไปร่วมประชุมเพื่อลงคะแนนเลือกผู้จะเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งเก้าอี้ประธานาธิบดีในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้


ซึ่งเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย สำหรับประเทศไทยเรา โดยเฉพาะทนายความทั่วประเทศซึ่งมีจำนวนประมาณ 70,000 คน ก็จะมีการเลือกตั้งตัวแทนหรือผู้แทนของทนายความในวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2559 (เปิดรับสมัคร 21 กุมภาพันธ์ 2559) ให้เข้าไปบริหารจัดการองค์กรหรือ “สภาทนายความ” ทำหน้าที่ควบคุมดูแลกันเอง อันเป็นการใช้สิทธิใช้เสียงตามครรลองระบอบประชาธิปไตยเลือก “นายกสภาทนายความ” (รวมทั้งกรรมการสภาทนายความอีก 22 ตำแหน่ง) ตาม พ.ร.บ.ทนายความ 2528 (นายกและกรรมการที่ได้รับเลือกมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี แต่จะดำรงตำแหน่งเกินกว่า 2 วาระติดต่อกันมิได้)

Untitled-1
ถวัลย์ รุยาพร-เดชอุดม ไกรฤทธิ์

 

สำหรับองค์กรทนายความเป็นองค์กรหนึ่งที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐจำต้องมีองค์กรทนายความร่วมทำหน้าที่คานอำนาจ ถ่วงดุลอำนาจ หรือตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนว่าถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

Advertisement

เรื่องของสภาทนายความจึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับความสนใจจากประชาชนตามสมควร

แชมป์เก่า 3 สมัยลงเลือกตั้งอีกในการเลือกตั้งสมัยที่ 11 วันที่ 24 เมษายน 2559 คาดว่านายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ เจ้าของสำนักงาน Dej-Udom & Associates : Law Firm /Thailand/Bangkok แชมป์เก่าหรือนายกสภาทนายความ 3 สมัยกับคณะคงจะลงสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง เพื่อที่จะทำงานสำคัญๆ ที่ค้างคาให้สำเร็จ โดยเฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ทนายความ 2528 ที่นายกเดชอุดมท่านหมายมั่นปั้นมือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงในยุคสมัยที่ท่านเป็นนายกสมัยที่ 3 นี้ เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้ได้รับเลือกอีกเป็นสมัยที่ 4 ที่จะถึงนี้

ท่านคงคาดหวังว่างานชิ้นนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางแก่วงการวิชาชีพทนายความของคนไทยในโอกาสต่อๆ ไป

กล่าวคือ “เพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎหมายวิชาชีพทนายความของประเทศไทยให้ทันสมัยและสอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันและเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์แล้ว รวมถึงการพัฒนาวิชาชีพทนายความให้ก้าวทันกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคมไทยปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ในระดับสากล …”

ซึ่งท่านตั้งความหวังเอาไว้เพื่อประโยชน์ของทนายความทุกท่าน

อีกทั้งท่านจะได้ทำสถิติให้คงความเป็นแชมป์นายก 4 สมัยพอๆ กับท่านนายกสัก กอแสงเรือง

การที่แต่ละท่านสามารถดำรงตำแหน่งนายกมาแล้ว 3 สมัย หรือ 4 สมัย หรือดำรงตำแหน่งนาน 9 ปี หรือ 12 ปีได้นั้น เพราะทั้งสองท่านจับมือเป็นพันธมิตรคณะเดียวกันสลับกันลงสมัครเพื่อมิให้เข้าเงื่อนไขที่ว่า “จะดำรงตำแหน่งเกินกว่า 2 วาระติดต่อกันมิได้”

แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม เมื่อท่านเข้ามาแล้วท่านบริหารจัดการพัฒนาองค์กรยกฐานะของทนายความดังปรากฏตามสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่ามีเกียรติมีศักดิ์ศรีมีความมั่นคงในวิชาชีพตามสมควรแก่ฐานานุรูปดีเพียงพอแล้ว มวลสมาชิกเพื่อนๆ ทนายความทั้งหลายก็น่าจะเลือกให้ท่านและคณะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อีกทั้งท่านก็ได้ปรารภกับเพื่อนทนายความหลายๆ คนไว้ว่าขอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งก็น่าจะให้โอกาสท่าน เราได้ข้อมูลมาเช่นนี้ สำหรับข้อมูลข้อเท็จจริงอื่นและผลงานของแชมป์ 3 สมัยท่านนี้ เนื่องจากการที่ท่านบริหารงานมานาน เพื่อนๆ ทนายความคงทราบพอสมควรแล้ว ผู้เขียนจะไม่นำมากล่าวในรายละเอียด แต่ข้อมูลหรือตัวตนของผู้ท้าชิงซึ่งเป็นคนใหม่จะเป็นอย่างไรขออนุญาตนำมาเสนอท่านเพื่อทราบ แต่ ณ บัดนี้ยังไม่ถึงวันรับสมัคร ข้อมูลเท่าที่ปรากฏยังไม่มีผู้สมัครนายกและกรรมการสภาทนายความที่จะสมัครครบทั้งคณะ (23 ตำแหน่ง)

ข้อมูลยังคงมีแต่ “คณะเดชอุดม ไกรฤทธิ์” ตัวยืน และ “คณะถวัลย์ รุยาพร” ผู้ท้าชิงเท่านั้น

นายถวัลย์ รุยาพร กับคณะผู้ท้าชิง นัยว่าฟอร์มสด แต่จะสดขนาดสามารถล้มช้างหรือปราบแชมป์ 3 สมัยเช่น “คณะเดชอุดม ไกรฤทธิ์” รวมทั้งพันธมิตร “คณะสัก กอแสงเรือง” แชมป์ 4 สมัยได้หรือ อดีตแชมป์ทั้งสองท่านผลัดกันบริหารสภาทนายความฝังรากลึกติดต่อกันมานานถึง 18 ปีด้วยแล้ว น่าจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก ขอเรียนว่าก่อนที่ท่านจะเลือกหรือเชียร์คณะใด ขอแนะนำให้ท่านรู้จัก (เท่าที่ได้ข้อมูลมา) ประวัติ รวมทั้งชั่วโมงบินของนายถวัลย์ รุยาพร ผู้ท้าชิงในยุทธจักรชิงเก้าอี้นายกและเก้าอี้กรรมการสภาทนายความที่ผ่านมาตามสมควรดังนี้

นายถวัลย์ รุยาพร หรืออาจถูกเรียกว่า “อาจารย์ถวัลย์” เนื่องจากเป็นอาจารย์พิเศษบรรยายกฎหมายหลายสถาบัน เป็นทนายความที่ติดดิน หอบเสื้อครุยขึ้น-ลงศาลเป็นประจำทุกสัปดาห์ทุกเดือน ว่าความติดต่อกันมาแล้ว 37 ปี นายถวัลย์เป็นที่รู้จักของเพื่อนทนายความที่ปฏิบัติหน้าที่ตามโรงศาลหรือตามสถานที่ทุกหนแห่งที่ทนายหรือตัวลูกความจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น เรือนจำ สถานีตำรวจ หรือกรมบังคับคดี เป็นต้น ด้วยเหตุนี้นายถวัลย์จึงน่าจะรู้สภาพความเป็นอยู่ ฐานะ ศักดิ์ศรี และความต้องการของเพื่อนๆ ทนายความได้เป็นอย่างดี

นายถวัลย์เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการสภาทนายความมา 2 สมัย (กรรมการบริหาร) โดยสมัครใน “คณะเกษม สรศักดิ์เกษม” ซึ่งได้รับเลือกเป็นนายกสภาทนายความสมัยที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2538-2541 เมื่อครบวาระ 3 ปีแล้วนายถวัลย์ได้ลงสมัครเป็นกรรมการอีกในคณะนายเกษม ซึ่งสมัครเป็นนายกเช่นเดิม นายถวัลย์เป็นทนายความที่มีความสามารถเฉพาะตัวโดดเด่นมากในคณะ จึงได้รับเลือกเป็นกรรมการสภาทนายความติดต่อกันอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2541-2544 (เป็นวาระที่สอง) แต่นายเกษมกับคณะส่วนใหญ่ต้องเสียตำแหน่งนายกกับกรรมการให้กับนายสัก กอแสงเรืองและคณะในการเลือกตั้งครั้งนั้น (สมัยที่ 5)

ต่อมาสมัยที่ 7, 9 และ 10 นายถวัลย์ได้จัดทีมเป็น “คณะถวัลย์ รุยาพร” ลงชิงตำแหน่งนายกและกรรมการสภาทนายความเลย รวม 3 สมัย โดยจัดคณะผู้สมัครลงแข่งขันต่อสู้อย่างเข้มแข็งครบทุกตำแหน่งและได้รับคะแนนเสียงตีตื้นดีขึ้นมาโดยลำดับ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งครั้งหลังสุดสมัยที่ผ่านมา (สมัยที่ 10) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2556 จากสมาชิกสภาทนายความทั่วประเทศ 61,564 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ 11,000 คน ตำแหน่งนายก นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ชนะได้ 5,555 คะแนน นายถวัลย์ รุยาพร มาเป็นอันดับ 2 ได้ 5,053 คะแนน (รองแชมป์) สำหรับอันดับ 3 และอันดับ 4 ได้เพียง 42 และ 20 คะแนนเท่านั้น

คราวนี้แม้จะเป็นมวยรองหรือรองแชมป์ แต่นายถวัลย์ผู้ท้าชิงซึ่งมีประสบการณ์ในยุทธจักรสภาทนายความมากพอสมควร กอปรกับตนเองมีความคล่องตัว มีเวลา มีความพร้อม และมีความตั้งใจจริง อีกทั้งได้มุ่งมั่นเดินสายเยี่ยมเยียนหรือหาเสียงกับเพื่อนทนายความทั่วทุกภูมิภาคตลอดเพื่อที่จะลงสู้ศึกอีกในครั้งนี้

มีข้อน่าสังเกตว่า การฟอร์มทีมหรือจัดบุคคลลงแข่งขันในสมัยที่ 11 นี้ มีทนายความคนหนุ่มสาวที่มีความคิดก้าวหน้าไฟแรงและทนายความผู้อาวุโสที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมเสนอตัวให้พิจารณาคัดเลือกเพื่อลงสมัครในนามของคณะถวัลย์ รุยาพร จำนวนมาก จึงทำให้คณะถวัลย์ รุยาพร แข็งแกร่งขึ้น มีกำลังใจและมีความหวังมากยิ่งขึ้นที่จะได้มีโอกาสเข้าไปรับใช้เพื่อนๆ ทนายความสักครั้งหนึ่ง ท่านเพื่อนทนายความท่านจะให้โอกาส “คณะเดชอุดม ไกรฤทธิ์” เป็นครั้งสุดท้ายอีกสักครั้ง หรือจะให้โอกาส “คณะถวัลย์ รุยาพร” เข้าไปบริหารสภาทนายความเพื่อทนายความเป็นครั้งแรก วันที่ 24 เมษายน 2559 เป็นวันที่ท่านมีอำนาจอย่างเต็มที่ที่จะชี้ขาดว่าผู้สมัครผู้ใดชะตาดีหรือชะตาตก ใครเป็นผู้โชคดีหรือเสื่อมอำนาจ

อนึ่ง ในการแข่งขันชิงตำแหน่งนายกสภาทนายความในครั้งนี้ ประเด็นร้อนแรงหรือปัญหาใหญ่ยิ่งของวงการทนายความขณะนี้ก็คือ การที่นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ในฐานะนายกสภาทนายความ ยื่นเรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ทนายความ 2528 โดยเฉพาะที่สำคัญจะแก้ไขเปิดทางให้ชาวต่างชาติจดทะเบียนและรับใบอนุญาตว่าความในศาลไทยได้ เรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐมนตรีก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรี และจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในที่สุดต่อไป ดังความตอนหนึ่งในหนังสือนำส่งร่างของสภาทนายความ ความว่า

“สภาทนายความจึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ดังกล่าว ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ในการประชุมครั้งที่ 2/2558 เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 มายัง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป”

ตาม พ.ร.บ.ทนายความ 2528 มาตรา 35 (1) บัญญัติไว้ว่า “มาตรา 35 ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (1) มีสัญชาติไทย” แก้ (1) เป็น “(1) มีสัญชาติไทย หรือสัญชาติของประเทศที่ยินยอมให้คนสัญชาติไทยขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความได้” และประเด็นอื่นๆ อีกรวม 29 มาตรา กรณีนี้นายถวัลย์ รุยาพร กับคณะแถลงว่าจะโต้แย้งคัดค้านจนถึงที่สุด ถ้าได้รับเลือกเข้าไปจะเสนอถอนเรื่องออกทันทีแล้วนำมาขอความเห็นหรือขอประชามติจากทนายความทั่วประเทศ

ท่านผู้อ่านและท่านทนายความทุกท่านครับ ประเด็นสำคัญที่จะเปิดทางให้ชาวต่างชาติจดทะเบียนและรับใบอนุญาตว่าความในศาลไทยได้นั้น ท่านทนายความทั่วประเทศและประชาชนทั่วไปต้องมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแน่นอน ท่านสื่อมวลชนท่านองค์กรสาธารณะหรือสถาบันอื่นใดน่าจะจัดเสวนาปัญหาหรือประเด็นนี้ให้ประชาชนได้รู้ได้ทราบข้อดีข้อเสียและแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง

โดยเฉพาะถ้าจะจัดให้นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ กับนายถวัลย์ รุยาพร หัวหน้าทีมหรือหัวหน้าคณะผู้สมัครนายกและกรรมการสภาทนายความ (อาจมีคณะอื่นอีก) มาร่วมเสวนา หรือจะจัด “ดีเบต” ตัวต่อตัว เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งดังเช่นการแข่งขันการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็น่าจะดีนะครับ ขอท่านกรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

act04120259p2