ดีเอสไอนัด ‘ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร’ แจ้งข้อหาเพิ่ม คดี ‘บิลลี่ พอละจี’ พรุ่งนี้ 10 โมงเช้า ก่อนส่งให้พนักงานอัยการฟ้องคดี
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้นัดให้ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวก ผู้ต้องหาทั้งสี่ มารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ในคดีฆาตกรรม นายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ที่กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ชั้น 7 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ในวันพุธที่ 31 สิงหาคม 2565 เวลา 10.00 น. และเมื่อแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว จะได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมไปยังพนักงานอัยการ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้สืบเนื่อง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ได้มีหนังสือลงวันที่ 18 สิงหาคม 2565 ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งข้อหาแก่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวก ผู้ต้องหาทั้งสี่ เพิ่มเติม ในข้อหา “ร่วมกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 309 ด้วย กรณีดังกล่าวอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มอบหมายให้ ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ ผู้อำนวยการกองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และคณะพนักงานสอบสวน คดีพิเศษ ดำเนินการ
สำหรับคดีดังกล่าวนั้น อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวก รวม 4 คน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 13/2562 กรณี การฆาตกรรมนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง ไว้ก่อน และเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้, ร่วมกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด
โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดีกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้ การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป”
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4) (7), 309, 310 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ทวิ และมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น, ร่วมกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สามจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น, ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 148, 337, 340, 340 ตรี

