‘ชัยวัฒน์-พวก’ รับทราบข้อหาเพิ่มคดีบิลลี่ รวม 9 ข้อหา เจ้าตัวเสียงสั่น ไม่เคยคุกคามผู้อื่น

31.08.22 | 15:00 น.

‘ชัยวัฒน์-พวก’ เข้ารับทราบข้อหาเพิ่มคดีบิลลี่ รวม 9 ข้อหา เจ้าตัวเสียงสั่น ไม่เคยคุกคามผู้อื่น

‘ชัยวัฒน์’ พวกรวม 4 คน เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่ม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ อีก 2 ข้อหา คดี “พอละจี รักจงเจริญ” หรือบิลลี่ รวมแจ้งแล้ว 9 ข้อหา เจ้าตัวยืนยันความบริสุทธิ์


เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชั้น 7 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมพวกรวม 4 คน ประกอบด้วย นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2 นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพิ่ม 2 ข้อหา

ในคดีของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ที่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 คือ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 309 ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้อาวุธ ทำให้เกิดอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพและทรัพย์สิน ภายหลังพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ส่งหนังสือแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ และพวกรวม 4 คน เดินทางมาถึง และเข้าพบอธิบดีดีเอสไอ จากนั้นให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ก่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวน

Advertisement

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ไม่หนักใจในข้อหาร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนที่ถูกแจ้งเพิ่มก่อนหน้านี้ เพราะข้อหาร่วมกันฆ่าต้องมีอาวุธด้วย แต่กรณีนี้แจ้งฆ่าโดยไม่มีอาวุธ ขาดความสมบูรณ์ การเรียกมาแจ้งข้อหาตามมาตรา 309 คือ ข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้อาวุธ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องแจ้งข้อหาเพิ่ม เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแบบนี้ดีกว่า เพราะเชื่อมั่นในตัวเองว่าไม่ได้ทำ จะได้พิสูจน์กันในชั้นศาล ยืนยันว่าไม่ได้ทำ ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเหตุเกิดเมื่อไร ส่วนหลักฐานต่างๆ ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง วันที่ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานจึงจะรู้ว่ามีหลักฐานอะไรบ้าง

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อมา ได้เปิดใจคุยกับอธิบดีและรองอธิบดีดีเอสไอแล้ว เรื่องนี้พูดกันทุกปีทุกเทศกาล เรื่องนี้ต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์ด้วย ก็เชื่อมั่นว่าเราไม่ได้ทำ พร้อมเข้าสู่ชั้นศาล ต่อไปจะได้ไม่ต้องถามว่าบิลลี่อยู่ไหน ส่วนเรื่องการต่อสู้คดีนั้นต้องรอวันยื่นฟ้องก่อนจึงจะได้เห็นหลักฐานต่างๆ เพื่อสู้คดีต่อ ยอมรับไม่ทราบว่าเกิดเหตุเมื่อไหร่ พร้อมขอบคุณคนที่ให้กำลังใจ ตัวเองปกป้องป่า สัตว์ และแผ่นดินมาทั้งชีวิต ยึดที่ดินนับแสนไร่ ไม่มีรางวัลนำจับ ตัวเองไม่ได้ประโยชน์อะไร อยากถามกลับว่าที่ผ่านมาตัวเองทำไปเพื่ออะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีเข้ารับราชการใหม่เมื่อวานนี้ อาจจะมีการมองว่าคุกคามพยานและผู้เกี่ยวข้อง นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ไม่เคยคุกคามผู้อื่น มีแต่ถูกคนอื่นและบางองค์กรคุกคาม โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดคดีนี้มา โดนคุกคามตลอด เมื่อถึงวันครบรอบที่บิลลี่หายตัวไป มาถึงวันนี้ก็ยังโดนคุกคาม ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวว่าตนจะไปยุ่งกับพยานหลักฐาน เพราะคดีนี้ไม่มีหลักฐาน เนื่องจากตนและน้องๆ อีก 3 คน ไม่ได้ทำ

‘ขออย่ากังวลว่าการกลับมารับราชการจะไปยุ่งเกี่ยวกับคดีหรือไปคุกคามใคร แต่ผมน้อยใจที่ถูกคุกคามจากองค์กรหนึ่ง ยืนยันว่าตัวเองไม่มีอิทธิพล ถ้าไม่มารุกป่าล่าสัตว์ก็ไม่ต้องมากลัว อายุราชการจากนี้อีก 2 ปี พร้อมถวายชีวิตกับการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเร็วๆ นี้ จะมีกฎหมายใหม่ของ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ มาตรา 64 ที่ให้สิทธิทำกินกับราษฎรทุกฝ่าย’ นายชัยวัฒน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตอบคำถามในช่วงนี้นายชัยวัฒน์มีเสียงที่สั่นเครือตลอดเวลา

ด้านนายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า วันนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ นัดนายชัยวัฒน์ และพวกรวม 4 คน มาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ตามกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 309 ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยใช้อาวุธ ทำให้เกิดอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพและทรัพย์สิน ส่วนข้อหาร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ได้แจ้งข้อหาไปก่อนแล้ว ซึ่งจนถึงขณะนี้รวมแจ้งข้อกล่าวหา 9 ข้อหาแล้ว โดยกรณีนี้ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และหากไม่มีอะไรผิดพลาด

จะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ส่งให้อัยการวันที่ 5 กันยายน เพื่อสั่งฟ้องต่อศาลต่อไป วันนี้ถือเป็นการดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายของดีเอสไอตามที่อัยการสั่งมา และไม่หนักใจ เพราะดีเอสไอยึดตามพยานหลักฐานและให้เกียรติทุกฝ่าย ส่วนการที่นายชัยวัฒน์ กับพวก กลับมารับราชการอีกครั้งนั้นจะไม่มีผลต่อการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้กดดัน เพราะในชั้นสอบสวนดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และจะส่งให้ชั้นอัยการพิจารณาต่อไป สำหรับการที่นายชัยวัฒน์ อ้างว่าถูกคุกคามนั้นยังไม่มีรายละเอียด