ปิดฉาก 2 โจรอ้วนผอม แก๊งไอ้โม่งลิง ก่อคดีลักทรัพย์ทั่วปท. ตั้งแต่ใต้ยันเหนือสุด 7 ปี 25 คดี กว่า 50 ล้าน

16.09.22 | 19:49 น.

ปิดฉากสองจอมโจรอ้วนผอม แก๊งไอ้โม่งลิง ก่อคดีลักทรัพย์ทั่วปท. ตั้งแต่ใต้ยันเหนือสุด ตลอด 7 ปี 25 คดี ได้เงินสดและทรัพย์สินประมาณ 50 ล้าน 

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 16 ก.ย.65 ที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวการจับกุม นายสมพร พุฒขวัญ อายุ 44 ปี ชาว จ.สตูล และนายวสันต์ ตั้งธนภิญโญกูล อายุ 39 ปี ชาว อ.เบตง จ.ยะลา สองจอมโจรอ้วนผอมแก๊งไอ้โม่งลิงที่ก่อเหตุลักทรัพย์หลายจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่ใต้สุดแดนสยาม อ.เบตง จ.ยะลาจนถึงเหนือสุดแดนสยาม จ.เชียงราย 25 คดี ในช่วงเวลา 7 ปี ตั้งแต่ปี 59- 65 กวาดทรัพย์สินทั้งเงินสดและทรัพย์สินไปประมาณ 50 ล้านบาท และแทบไม่ทิ้งหลักฐานหรือร่องรอยให้สืบสวนติดตามจับกุมได้


ทั้งสองคนถูกตำรวจชุดสืบสวนกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 ชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา และชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สตูล ร่วมกันจับกุมได้ หลังจากที่พยายามสืบสวนรวบรวมหลักฐานมาเกือบ 1 ปีเต็ม

จากภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ 9 และชุดปฏิบัติการที่นำโดย พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผบก.สส.ภ9 พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล รอง ผบก.สส.ภ.9 พ.ต.อ สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผบก. สส ภ9 พ.ต.อ.ดุสิต พรหมสิน ผกก. สส3 บก. สส. ภ9 พตอ ธนวัต เส้งสุย ผกก. สส.ภ.จว สงขลา พ.ต.อ สินชัย คล่องแคล่ว ผกก. สส. ภ.จว สตูล พ.ต.อ ดุลเดช สันดาเส็น ผกก.สภ.ควนกาหลง, พ.ต.ท.เอกภพ มุสิปักษ์ รอง ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา พ.ต.ท.เกริกชาย ฉันทจิตร รอง ผกก. สส.สภ.ทุ่งลุง

นายสมพร ถูกจับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่หมู่ 11 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล ส่วนนายวสันต์ ถูกจับกุมได้ที่บ้านพักในหมู่บ้านแกรนด์วิลล่า3 ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา

Advertisement

“ของกลางที่ใช้ในการก่อเหตุลักทรัพย์และทรัพย์สินที่ยึดคืนมาได้บางส่วนรวม 19 รายการ ประกอบด้วย รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซู ทะเบียน ผฉ 5771 สงขลา 1 คัน รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีดำ ไม่ติดป้ายทะเบียน 1 คัน หมวกโม่งลิง 15 ถุงมือผ้ายาว 7 คู่ รองเท้าหุ้มส้น แบบสตั๊ดดอย สีดำ 6 คู่ กระเป๋าเป้ 5 ใบ ไฟฉาย แบบคาดศีรษะ 3 อัน ชะแลงเหล็กยาว 2 อัน ไขควง 3 ด้าม กรรไกรตัดเหล็ก 5 อัน เครื่องเจียร์ไฟฟ้า 3 ตัว ฆ้อน 3 ด้าม เลื่อยตัดเหล็ก 1 คัน ใบเลื่อย 16 แผ่น คีม 2 อัน เสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ขณะก่อเหตุบางส่วนโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง นาฬิกาหรู 8 เรือน มูลค่า 3 ล้าน บาท น้ำหอม 3 ขวด”

ในทางการสืบสวนที่มีหลักฐานชัดเจนพบว่าในช่วง 7 ปี จอมโจรอ้วนผอมแก๊งไอ้โม่งลิงคู่นี้ ตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์มาอย่างโชกโชนในพื้นที่ 6 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย พื้นที่อ.เบตง จ.ยะลา 2 ครั้ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 3 ครั้ง พื้นที่จ.สตูล 9 ครั้ง จ.สุพรรณบุรี 2 ครั้ง จ.พะเยา 2 ครั้ง จ.ลำปาง 1 ครั้งและจ.เชียงราย 6 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นการเจาะเซฟถึง 17 คดี

“เคสที่ได้ทรัพย์สินไปมากที่สุด คือ ที่หมู่บ้านปาล์มสปริง อ.หาดใหญ่ กวาดทรัพย์สินทั้งเงินสดและของมีค่าไปกว่า 21 ล้านบาท เหตุเกิดระหว่างวันที่ 13-28 พฤศจิกายน 2563 และย้อนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีกครั้งรอบสองที่บ้านหลังเดิมเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2565 แต่ไม่ได้อะไรไป อีกเคส คือ ที่ร้านสำเพ็งหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2564 ได้เงินสดและของมีค่าไปราว 6 ล้านบาท และอีกเคสที่บ้านเลขที่ 166 หมู่ 6 ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองสุพรรณบุรี ได้เงินสดและทรัพย์สินไปกว่า 12 ล้านบาท ส่วนเคสอื่นมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 1 แสนบาทจนถึง 1 ล้านบาท และบางเคสก็ได้แค่ 2,000 บาทและมีบางเคสที่ไม่ได้อะไรติดมือไปเลยก็มี”

รายงานว่าพฤติกรรมในการก่อเหตุของจอมโจรอ้วนผอมแก๊งไอ้โม่งลิงคู่นี้คือจะลงมือก่อเหตุแบบเดียวกันทุกครั้งคือการเจาะเซฟ รวมถึงการแต่งกายที่มิดชิดด้วยการสวมเสื้อผ้าคล้ายชุด PPE สวมหมวกโม่งลิง สวมถุงมือ สะพายเป้สีดำ ถือชะแลงเหล็กยาว จะเลือกลงมือก่อเหตุทั้งปั้มน้ำมัน ปั้มแก๊ส สหกรณ์การเกษตร โรงงานปาล์มน้ำมัน ร้านค้าขนาดใหญ่ๆ ร้านรับส่งพัสดุ แพปลา หรือแม้แต่มัสยิด รวมถึงบ้านที่มีฐานะและมัสยิด

สถานที่ซึ่งมีที่ตั้งติดกับป่าละเมาะ หรืออยู่ห่างไกลชุมชน และเป้าหมายหลักคือตู้เซฟ จะเลือกลงมือในช่วงวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันหรือช่วงเทศกาลเพราะจะมีเวลาในการก่อเหตุอย่างสะดวก และแทบทุกครั้งจะนำเซิฟเวอร์ของกล้องวงจรปิดไปด้วยทุกครั้งเพื่อป้องกันตำรวจตามแกะรอย

โดยหนึ่งในภาพหลักฐานจากกล้อวงวงจรปิดที่มีการเจาะเซฟอย่างชัดเจนคือที่สหกรณ์การเกษตรทุ่งหว้า จ.สตูลเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2564 ได้เงินสดไปกว่า 2 แสนบาท ซึ่งใช้เครื่องเจียร์ตัดตู้เซฟ แม้ว่าทั้งจอมโจรอ้วนผอมแก๊งค์ไอ้โม่งลิงคู่นี้จะหนีลอยนวลและรอดจากการจับกุมมาตลอด 7 ปี เพราะแทบจะไม่ทิ้งหลักฐานอะไรไว้เลย

มาตายน้ำตื้นจากการเข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์ที่ปั้มน้ำมัน ปตท.ทุ่งนุ้ย อ.ควนกาหลง จ.สตูลเมื่อคืนวันที่ 18 มิถุนายนได้เหล้าไปเพียง 1 ขวด แต่หลังจากตำรวจชุดสืบสวนภาค9 ได้ไปตรวจที่เกิดเหตุแม้ว่าจะเป็นคดีเล็กๆ แต่ก็พบพิรุธและจุดสังเกตบางอย่าง โดยเฉพาะกระเป๋าสพายหลัง ซึ่งเหมือนกับของคนร้ายที่ก่อเหตุคดีลักทรัพย์หลายๆคดีที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดท ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน

เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและประสานข้อมูลและการปฏิบัติจากหลายท้องที่ทั่วประเทศทั้งภาค9 ภาค7และภาค5 และพบว่ามีเหตุลักทรัพย์ที่มีพฤติการณ์ในการก่อเหตุในลักษณะใกล้เคียงกันรวมทั้งสิ้น 25 ครั้ง ในหลายท้องที่ทั่วประเทศ

จนนำมาสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับจำนวน 3 หมายใน 3 จังหวัด คือ หมายจับของสภ.แม่สรวย จ.เชียงราย สภ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และสภ.ควนกาหลง จ.สตูล และตามจับกุมทั้งสองคนได้ในที่สุด และกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับเพิ่มอีก 2-3 คน ที่ร่วมก่อเหตุลักทรัพย์ในบางคดี

จากการสอบสวนทั้งสองคนก็ยอมรับสารภาพโดยบอกว่าเท่าที่จำได้เริ่มก่อเหตุตั้งแต่ปี 2560 – 2565 ประมาณ 20 ครั้ง ประกอบด้วย พื้นที่ภาคใต้ จำนวน 12 ครั้ง ได้แก่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 3 ครั้ง และ จ.สตูล 9 ครั้ง ในพื้นที่ภาคกลาง 1 ครั้ง ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี ในพื้นที่ภาคเหนือ 7 ครั้ง ได้แก่ จ.ลำปาง 1 ครั้ง และ จ.เชียงราย 6 ครั้ง โดยคดีอื่นๆทั้งสองคนอ้างว่าจำไม่ได้เพราะก่อเหตุมามาก บางครั้งก็ลงมือก่อเหตุ2คนบางครั้งก็ 3 คน

“สุดก่อเหตุลักทรัพย์ที่บ้านหลังหนึ่งย่านถนนพัฒนา 6 ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อคืนวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมาได้ทรัพย์สินไปประมาณ 6 แสนบาท และเป็นการยกตู้เซฟไป หลังก่อเหตุจะนำเงินและทรัพย์สินที่ได้แบ่งกันและแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตตามปกติกับครอบครัวเหมือนคนธรรมดา”

นายสมพร โจรผอม บอกว่า นอกจากจะนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวแล้วยังนำไปรักษาตัวด้วยเพราะตอนนี้ป่วยเป็น HIV ส่วนนายวสันต์ โจรผอมหัวหน้าทีมยอมยกมือไหว้ขอโทษทุกคนที่เคยเข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์
รายงานข่าวว่าตำรวจได้ควบคุมตัวทั้งสองคนไปชี้จุดและทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่เคยก่อเหตุลักทรัพย์ทั้งในจ.สงขลาและจ.สตูล รวม 3 จุด ทั้งร้านสำเพ็งหาดใหญ่ หมู่บ้านปาล์มสปริงหาดใหญ่ และปั้มปตท.ทุ่งนุ้ย จ.สตูล

ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งสองรวม 4ข้ อหา คือ ร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ โดยเข้าช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหน้าหรือจำหน้าได้ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป, โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม, ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น, ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าตำรวจจะเร่งขยายผลหาผู้ร่วมกระทำความผิด รวมทั้งผู้ที่รับซื้อทรัพย์สิน และจะเร่งติดตามทรัพย์สินที่ยังไม่ได้คืนมาอย่างเร่งด่วน คดีนี้เป็นอีกหนึ่งคดีลักทรัพย์ระดับประเทศที่ตำรวจต้องใช้เวลาในการสืบสวนเกือบ 1 ปี เต็ม ทั้งหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และภาพจากกล้องวงจรปิดนำมาวิเคราะห์ข้อมูล จนสามารถระบุแผนประทุษกรรมที่มีลักษณะคล้ายกัน และนำมาสู่การระบุตัวและจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายได้

หลังจากนี้จะสั่งการให้ทุกพื้นที่ที่มีเหตุลักทรัพย์ที่มีพฤติการณ์คล้ายกับคดีดังกล่าว นำพยานหลักฐานมาเปรียบเทียบเพื่อขยายผลในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ก่อเหตุเพิ่มเติม รวมทั้งติดตามผู้ร่วมขบวนการ และผู้รับซื้อของที่ได้จากการลักทรัพย์