ตร.เชิญเจ้าของ”เก๋งอัลติส”ที่สาวนั่งท้ายมาสอบ นักข่าวอสมท.รุดให้ปากคำเพิ่ม

15.11.16 | 13:06 น.

จากกรณีมีผู้พบเห็นหญิงสาวสวมชุดลายขาวสลับดำ นั่งบริเวณท้ายรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัสติส สีแดง หมายเลขทะเบียน 3ก2748 กทม. บนถนนพระราม9(ขาเข้า) เมื่อวันที่13พฤศจิกายน เวลาประมาณ18.15น.ที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการบันทึกภาพไว้ และจะแชร์ให้กับเพื่อนๆ หลังจากนั้นได้มีการแชร์ลงโซเชียล โดยตั้งชื่อคลิปว่า”เป็นคนหรือผี” มีผู้มาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก และแชร์ต่อๆกัน จนกระทั่งเพจ “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ V4.” โพสคลิปวีดีโอหญิงสาวผมยาวนิรนามนั่งท้ายรถคันดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่สน.หัวหมาก


เมื่อเวลา10.00น. วันที่ 15 พฤศจิกายน ที่สน.หัวหมาก น.ส.อรวรรณ เผือกไธสง อายุ 30 ปี ผู้สื่อข่าวสังคม สังกัดอสมท. เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.นพพร ศรีสุชาติ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.หัวหมาก เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเกิดเหตุดังกล่าวรวมถึงช่วงเวลาและลักษณะการนั่งบนท้ายรถของหญิงคนดังกล่าวว่ามีปฎิกิริยาอย่างไร

น.ส.อรวรรณ กล่าวว่า เมื่อวันที่13พฤศจิกายน เวลาประมาณ19.00น. หลังจากที่ลับจากประเทศอินโดนีเซีย โดยมีรถยนต์ของอสมท.ไปรอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อถึงถนนพระราม9(ขาเข้า) นายทรงกฤต ไพศาลธรรม อายุ 45 ปี ผู้ช่วยช่างภาพ นายปวริศ กาศกุล อายุ 30 ปี ช่างภาพ และตน ที่นั่งมาในรถคันเดียวกันสังเกตเห็นรถยนต์ทางขวามือมีหญิงสาวผมยาว สวมเสื้อลายขาว-ดำ กางเกงขาสั้น นั่งอยู่บริเวณท้ายรถ ซึ่งคาดว่ารถคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็วประมาณ 60 ก.ม.ต่อ1 ชั่วโมงต่อมานายปวริศจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพ แล้วคุยกันว่า เป็นคนหรือผี ซึ่งตนก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก เพราะคลิปในโทรศัพท์ของนายปวริศไม่มีภาพหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่ท้าย จึงหันไปมองที่หญิงสาว กลับพบว่าหญิงสาวที่นั่งหลังรถกำลังจ้องตาตนอยู่ ด้วยอาการนิ่ง ตนจึงตัดสินใจบอกให้นายทรงกฤตขับรถแซงขึ้นไปเพื่อตีคู่กับรถคันดังกล่าว เพื่อจะดูให้ชัดเจน แต่รถคันก่อเหตุขับเร็วมาก นอกจากนี้มั่นใจว่าถ้าได้เจอหญิงสาวที่นั่งท้ายรถอีกครั้ง และได้มองตากัน ตนจำได้แน่ๆว่าเป็นหญิงที่นั่งบนท้ายรถคันเกิดเหตุหรือไม่

ด้าน พ.ต.ท.นพพร กล่าวว่า จากการตรวจสอบสี ยี่ห้อ รุ่น และทะเบียน ของรถคันดังกล่าวนั้นพบว่ามีรถในลักษณะนี้ประมาณ 20 คัน แต่มีรถที่ตรงตามลักษณะคันเกิดเหตุเพียง 1 คัน ซึ่งในขณะนี้ทางตำรวจทราบชื่อเจ้าของรถแล้วว่าเป็นใครหลังจากนี้ก็จะเชิญตัวมาสอบปากคำต่อไป

Advertisement

พ.ต.ท.นพพร กล่าวต่อว่า หากตรวจสอบแล้วทราบว่าผู้ขับขี่เป็นใครก็จะเชิญตัวมาสอบปากคำและแจ้งข้อหา กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8) คือ ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และ ในส่วนของหญิงนิรนามที่นั่งบนท้ายรถนั้นหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นใครก็จะเชิญตัวมาสอบปากคำพร้อมแจ้งข้อหาในความผิดตาม พ.ร.บ.จราจร มาตรา 124 วรรค 2 คือ ห้ามเกาะ ห้อยโหน หรือนั่งบนรถยนต์ขณะรถกำลังเคลื่อนที่ในทางเดินรถ มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท