‘บิ๊กต๊อก’สั่งอธิบดีดีเอสไอคุย ผบ.ตร.วางแผนจับ’ธัมมชโย’ รับกังวลมวลชน ไม่อยากให้บานปลาย

28.11.16 | 11:56 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 พฤศจิกายน ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการดำเนินการกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลังอัยการคดีพิเศษมีความเห็นควรสั่งฟ้องในคดีพิเศษที่ 27/2559 ในฐานความผิดสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ว่า เบื้องต้นทราบเพียงว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะมีการประชุมคณะพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว แต่ตนยังไม่ทราบรายละเอียดผลการประชุมว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตนได้ให้ดีเอสไอประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดในโครงการแม่น้ำโขงปลอดภัย และได้ติดตามข่าวดังกล่าว โดยทราบว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้ตนดูแลในเรื่องนี้


พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า จึงได้โทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียดกับ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ และได้สั่งการให้หารือกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และอัยการให้เรียบร้อย เพื่อให้มีการวางแผนปฏิบัติการเข้าจับกุมร่วมกัน ซึ่งตนได้สั่งการเพียงเท่านี้ และให้มารายงานให้ทราบว่าจะทำกันอย่างไร เพื่อที่ทั้งหมดจะได้ไปในแนวทางเดียวกัน อีกทั้ง ที่ตนบอกว่าเมื่ออัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้องในคดีดังกล่าว จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของ อธิบดีดีเอสไอต้องทำงาน และหาวิธีการจัดการ แต่ตนก็ได้บอกว่าให้พูดคุยกับทางวัดพระธรรมกายให้เรียบร้อย พูดคุยกันให้เข้าใจ เพราะไม่อยากจะใช้มาตรการที่มันผิดปกติ ซึ่งพวกท่านก็คงเข้าใจ ทั้งนี้ยังไม่ได้เจออธิบดีดีเอสไอเลยว่าที่สั่งไปนั้นเรียบร้อยขนาดไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นยังยืนยันหรือไม่ว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัดพระธรรมกาย พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า “ผมก็ได้แต่ถาม ผมก็บอกพวกท่าน และท่านกับผมก็ต่างคนต่างนอนอยู่บ้านใครจะไปรู้อะไร แต่ผมก็ถามเจ้าหน้าที่เขาก็บอกว่ายังอยู่ เขาก็บอกว่ายังอยู่ ไม่ใช่ผมบอกว่ายังอยู่ เพราะผมไม่รู้จริงๆ”

ถามต่อว่า เพราะการขอหมายค้นจะต้องทราบแน่นอนว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัด ถ้าไม่อยู่มันจะมีปัญหาเรื่องหมายค้นหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า คงไม่มีปัญหา เขาก็ยืนยันกับศาล ถ้าเขามั่นใจว่ายังอยู่ก็ต้องยืนยันกับศาลไปว่ายังอยู่ ถูกหรือไม่ เพราะมันเป็นหลักกฎหมายในการขอหมายค้น คราวที่แล้วก็ขอก็ไม่มีปัญหาอะไร หากเขายืนยันว่ายังอยู่ก็ต้องไปพิสูจน์กับศาลว่ายังอยู่

Advertisement

ถามอีกว่า ทาง ตร.ได้กำหนดกรอบเวลาให้พระธัมมชโยเข้ามอบตัวภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน ในส่วนของดีเอสไอมีการกำหนดกรอบเวลาอะไรหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ไม่ทราบ ซึ่งควรจะไปถามเขา มันเป็นเวลาที่คุณควรจะทำงานก็ต้องทำให้เสร็จ แต่เรื่องขั้นตอนก็ต้องวางให้ดี ไม่ใช่ว่าขีดเส้นตาย แต่ตนยังไม่ได้คุย อีกทั้งเมื่ออัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้องแล้ว ก็ต้องไปทำงานให้เสร็จ และหารือกับอัยการว่าจะให้มอบตัวที่ไหน เพราะคดีอยู่ในอำนาจของอัยการแล้ว แม้กระทั่งอำนาจการคัดค้านการประกันของเป็นของอัยการ

ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า ถ้า ตร.ได้ตัวก่อน ดีเอสไอจะไปรับตัวหรือประสานกันอย่างไร พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ก็ใช่ เราต้องประสาน ถ้าเขาได้ตัวก่อนก็ดี มันก็ทำพร้อมกัน เพราะหมายจับหมายอะไร เราก็ไปอายัดตัวต่อได้ ตนจึงบอกให้เขาคุยกันก่อน ประสานกัน มันควรจะเป็นเรื่องเดียวกันเพราะผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนเดียวกัน

ถามต่อว่าเป็นห่วงเรื่องมวลชนหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องที่เราต้องกังวล เพราะมันเป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้บานปลาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการมาตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่เราเข้าไปปฏิบัติการภายในวัดพระธรรมกายว่าอย่าให้มันเลยเถิดไปถึงเรื่องที่มันเป็นปัญหาอื่น ตนจึงพูดยังไงว่าไปคุยกับทางวัดหรือผู้บังคับบัญชาทางสงฆ์ให้เรียบร้อย เพราะคราวที่แล้วก็เกิดมาทีหนึ่งแล้ว ใครบอกว่าไม่เกิดมันก็ไม่ได้

“จะอ้างว่าทำโน่นทำนี่ แต่มันก็เกิดในลักษณะเหมือนกับไม่ให้ความร่วมมือในการที่จะเข้าไปทำตามกฎหมาย และก็มีการฟ้องร้องถึงผู้ขัดขวางการจับกุม ท่านก็เห็นภาพว่ามันชัดเจน เจตนากับกิจกรรมที่อ้างมันสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่ เวลาท่านมีงาน ท่านทำงาน และเกิดมีการเข้าไปและเขาก็ให้ความร่วมมือ ใครผิดเขาก็หลีกทางให้เข้าไปจับ กิจกรรมก็ทำไป ปกติมันก็จะเป็นอย่างนี้ทุกองค์กร ทุกที่ทุกสถานที่ก็เป็นอย่างนี้ แต่คราวที่แล้วก็เห็น ไม่ต้องให้ผมพูดว่ามันบ่งบอกถึงอะไร จะพูดอะไรมันก็พูดกันได้ แต่วิธีการปฏิบัติ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นมันส่อถึงอะไร มันก็ต้องห่วงใยประชาชน เพราะว่ามันจะเกิดปัญหาขึ้นมา” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า คราวที่แล้วก็จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่พยายามอะลุ้มอล่วยกันเต็มที่ไม่ได้ใช้อะไร ใช่หรือไม่ เข้าไปไม่ได้ก็ออก ทั้งที่มีกำลังและเตรียมไว้แล้ว เราก็ดูลักษณะมันไม่ใช่การกระทำตามที่กล่าวอ้าง มันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นการประเมินของเจ้าหน้าที่ เมื่อเขาประเมินอย่างนี้เขาก็ไม่ปฏิบัติการต่อ เพราะอาจจะทำให้เกิดอีกเรื่องขึ้นมาทันที ดังนั้น บทเรียนที่มีดีเอสไอก็ต้องนำมาใช้

ถามต่อว่า การเข้าจับกุมพระธัมมชโยครั้งนี้ ดีเอสไอจะต้องหวังผลมากกว่าครั้งที่แล้วหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า “ใช่สิ คุณจะให้เขาไม่ทำได้หรือไม่ ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครไม่มีสิทธิที่จะไม่ทำในสิ่งเหล่านั้น คุณจะหาบุคคลพิเศษขนาดไหนที่จะไม่ต้องทำในสิ่งเหล่านี้ เมื่อไม่ใช่ดีเอสไอก็ต้องทำใช่หรือไม่ ถ้าดีเอสไอไม่ทำมันก็เป็นคนพิเศษขึ้นมา มันก็เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ทำตามกระบวนการยุติธรรม ก็จะทำให้สิ่งที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องปฏิบัติกับบุคคลอื่นจะเป็นข้ออ้างไปหมด และสังคมยอมรับในสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่”

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า เราก็ตอบได้ เมื่อตอบได้ ดีเอสไอก็ต้องเป็นคำตอบของดีเอสไอก็จะต้องทำไม่ให้เกิดปัญหา เพราะเขาก็ต้องทำในคดีอื่นเหมือนกัน เพราะถ้าผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาในคดีอื่นอ้างอย่างนี้ขึ้นมาคุณจะตอบอย่างไร ถ้าคุณทำเกี่ยวกับกรณีนี้ได้เป็นข้อยกเว้นในการปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม คุณก็ต้องทำให้คนอื่นด้วย นั่นคือสิ่งที่ตนบอกเขาไป ไม่ได้บังคับให้คุณไม่ทำ แต่คุณก็ต้องคิดถึงคดีอื่นด้วย ถ้าถูกปฏิบัติเช่นเดียวกันจะทำอย่างไร มันจะเป็นมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม และจะเป็นมาตรฐานของดีเอสไอต่อไปในวันข้างหน้าใช่หรือไม่