เศร้า! ตายาย พาเด็กหญิงวัย 12 ขวบ ไปปล่อยทิ้งกลางดึก ชาวบ้านตื่นมาเจอตอนตี 4 รีบแจ้งผู้ใหญ่บ้านช่วย
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์ที่มีเด็กหญิงอายุ 12 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มาปล่อยทิ้งริมถนนกลางดึก ยืนกอดกระเป๋าใต้ต้นมะม่วง ชาวบ้านเห็นสอบถามว่าจะไปหาป้านา แต่ไม่รู้จักบ้าน ต่อมาชาวบ้านที่พบเด็กในช่วงเวลาประมาณตีสามกว่าๆ จนผู้ใหญ่บ้านหนองด่าน หมู่ 8 ต.ด่านช้าง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู มาสอบถามตรวจสอบข้อมูลรายชื่อจากสูติบัตร เห็นนามสกุลจึงพอรู้ว่าเป็นคนที่หมู่บ้านติดกัน จึงประสานให้ผู้ใหญ่บ้านติดกันมาร่วมตรวจสอบ และนำส่งบ้านญาติ เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 22 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา
และเมื่อญาติพี่น้องรับตัวไว้แล้วได้ตรวจสอบตามตัวและสอบถามจากน้องเค๊กแล้ว พบว่ามีรอยตามแขนขา และรอยนิ้วที่คอ ต่อมาญาติได้พาเข้าตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนากลางเมื่อวานนี้ ในวันนี้นางสาวสุวรรณา สมมาจันทร์ อายุ 47 ปี ชาว ต.ด่านช้าง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู และ นางสาวกนกวรรณ จ่าโน พร้อมด้วยน้องเค๊ก อายุ 12 ปี เดินทางไปแจ้งความกับ ร.ต.อ.จำลอง ยะหัวดง ร้อยเวร สภ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู
นอกจากนั้น ยังได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดหนองบัวลำภู ได้เดินทางมาสอบถามข้อมูลกับนางสาวสุวรรณา นางสาวกนกวรรณ และน้องเค๊ก ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอนากลาง เพื่อบันทึกข้อมูลและหาแนวทางช่วยเหลือตามระเบียบของสำนักงานพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์ต่อไป
จากนั้น ทางด้าน ร.ต.อ.จำลอง ยะหัวดง และเจ้าหน้าที่พัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองบัวลำภู ได้เดินทางไปยังบ้านของนางสาวกนกวรรณ สมมาจันทร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่บ้านและไปตรวจสอบยังบริเวณที่น้องถูกตากับยายนำตัวมาทิ้งไว้กลางดึก
นางสาวสุวรรณา ป้าของน้องเค๊ก เปิดเผยว่า ตนเองมีน้องชายชื่อว่า นายสุเมธ ได้แต่งงานกับแม่ของน้องเค๊ก บ้านเดิมอยู่ที่บ้านโป่งแค อ.นากลาง ก่อนจะเลิกรากันและไปแต่งงานใหม่ และย้ายไปอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยตนได้เลี้ยงหลานคนนี้มาตั้งแต่เกิด ช่วยกันกับนางบัวเรียน ผู้เป็นย่า จนอายุ 8 ขวบ เรียนชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนบ้านหนองด่าน และจากนั้น เมื่อแม่ไปแต่งงานใหม่ จึงได้มารับลูกไปอยู่ด้วย จากนั้น ก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันอีก ส่วนพ่อของน้องเค๊ก ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร เป็นช่างเชื่อม นานๆ จะกลับมาบ้านครั้งหนึ่ง
จนเมื่อวานนี้ ได้มีผู้ใหญ่บ้านได้นำหลานมาส่งให้ และแจ้งว่าหลานถูกปล่อยทิ้งอยู่ใต้ต้นมะม่วงพร้อมกระเป๋า ถุงปุ๋ยใส่หมอน เสื้อผ้า รวม 3 ใบ ทำให้ตนตกใจมาก ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หากจะนำเด็กมาส่งก็น่าจะนำมาส่งให้ถึงบ้าน หรือถ้าจำบ้านไม่ได้ก็น่าจะถามคนแถวนี้ก็ได้ ในวันนี้ตนได้มาแจ้งความให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ในการที่นำเด็กมาปล่อยทิ้งและการทำร้ายร่างกาย ที่ไม่รับผิดชอบให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย
ส่วนทางด้าน ร.ต.อ.จำลอง ยะหัวดง ร้อยเวร สภ.อ.นากลาง เจ้าของคดี กล่าวว่า ตอนนี้ยังทำการสอบสวนไม่หมด เพียงแต่รับแจ้งจากเพียงญาติและรับฟังข้อมูลไว้เท่านั้น ซึ่งการจะสอบเด็กนั้น จะต้องมีคณะกรรมการสหวิชาชีพร่วมสอบด้วย โดยได้นัดหมายกันว่าจะทำการสอบปากคำของเด็กในวันที่ศุกร์ที่ 27 มกราคม 2566 หลังจากนั้นถึงจะตั้งข้อหาของตาและยายว่าจะมีความผิดอะไร
ทางด้าน นางสาวกนกวรรณ ซึ่งเป็นอาของน้องเค๊ก เล่าให้ฟังว่า เมื่อดูตามตัวแขนขาก็พบว่าที่ตัวของหลานมีร่องรอยบาดแผล จึงพยายามถามกับหลาน ครั้งแรกหลานก็ยังไม่ยอมเล่าให้ฟัง ต่อมาถึงได้เล่าให้ฟังว่า ที่บริเวณลำคอถูกยายบีบคอ ขาถูกพ่อเลี้ยงตี และถูกทุบตีอยู่ตลอด เท่าที่ฟังเหมือนกับว่าน้องเขาจะไปขโมยของร้านค้า แต่หากเลี้ยงไม่ได้ก็น่าจะนำมาส่งดีๆ จากนี้ไปครอบครัวของตนก็จะขอรับน้องมาเลี้ยงอยู่ด้วย และต่อไปติดต่อขอย้าย น้องมาเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 5 ที่ โรงเรียนใกล้บ้าน
ทางด้าน นางทองสูญ วังคีรี อายุ 66 ปี ผู้ที่พบน้องเค๊ก คนแรกเล่าว่า ตอนนั้นตนลุกขึ้นมาก่อไฟ ก็ออกมาเห็นเด็กยืนอยู่กับกระเป๋า ใต้เงาต้นมะม่วงมืดๆ เวลาราวๆ 04.00 น. จึงสอบถามว่า จะไปไหน เด็กก็บอกว่าจะไปหาป้านา สอบถามว่าบ้านป้าอยู่ตรงไหน เด็กก็บอกว่าไม่รู้จัก ตนจึงบอกให้นางรัตติยา หรืออ๋อย ที่มีร้านค้าอยู่ฝั่งตรงข้ามที่เปิดร้านแต่เช้ามาดูและนำผ้าห่มมาให้ห่มกันหนาว โดยนางรัตติยาบอกว่า ก่อนจะเห็นเด็กถูกทิ้งไว้นั้น ก่อนหน้านั้นเห็นมีรถเก๋งสีขาวจำไม่ได้ว่าเป็นรถยี่ห้ออะไรมาจอดและได้ยินเสียง ผู้หญิงกับผู้ชายเถียงกันอยู่ภายในรถเก๋งสีขาว จำบ้านป้าไม่ได้เหรอ บ้านป้าอยู่ตรงไหน ทำไมโง่จัง จากนั้นรถเก๋งก็วิ่งออกไป และก็มาพบว่า มีเด็กหญิงถูกปล่อยทิ้ง จากนั้นก็ได้แจ้งให้กับทางผู้ใหญ่บ้าน ได้มาตรวจสอบว่า เป็นลูกหลานใคร เพื่อนำตัวส่งหาญาติพี่น้อง
ส่วนทางด้าน นายคฑาวุฒิ ไทยทะนง ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า หลังจากมาเห็นนามสกุลในสูติบัตร แล้วและโทรประสานกับผู้ใหญ่บ้านอีกหมู่บ้านแล้ว คิดว่าจะอยู่คุ้มทางโรงเรียนและพอไฟสว่างมากขึ้นก็พอจะจำหน้าเด็กได้ เพราะแต่ก่อนเห็นเด็กคนนี้เคยไปซื้อของที่ร้านค้าของตนบ่อยอยู่ จึงได้ประสานและนำตัวไปส่งให้กับญาติซึ่งเป็นป้า แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีเรื่องของเด็กถูกทำร้ายด้วย คิดว่าเป็นการนำเด็กมาส่งหาญาติธรรมดา

