กัดไม่ปล่อย! ตำรวจสมุทรสงครามเปิดยุทธวิธีตามจับ 3 โจรขโมยรถจักรยานยนต์เข้าซังเต
ตำรวจปลอมตัวเป็นคนงานนาเกลือเฝ้าจับโจรขโมยรถจักรยานยนต์ 3 รายหลังกล้องวงจรปิดจับภาพชัดพฤติกรรมคนร้ายก่อเหตุ ขณะที่ผู้ก่อเหตุอ้างถูกพิษโควิดให้ร้านขายเสื้อผ้าเจ๊งไม่มีลูกค้าไม่มีเงินใช้หนี้จ่ายดอกขาดเงินดูแลลูกอ่อนจึงตัดสินใจขโมยมาแล้ว 3 คัน แต่ต้องตกใจเมื่อตำรวจตามกลับคืนได้หมด
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่วงจรปิดจับภาพคนร้ายสวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า ใส่เสื้อวอมแขนยาว เดินเข้ามาบริเวณหน้าหอพักแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม ก่อนที่คนร้ายจะเข็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ยามาฮ่า แกรนด์ ฟิลาโน่ สีฟ้า ทะเบียนป้ายแดง ราคากว่า 60,000 บาท ซึ่งเป็นรถของนายสาธิต เมืองรมย์ อายุ 24 ปี ชาวจังหวัดสมุทรสงคราม นักศึกษาปี 4 สาขาคอมพิเตอร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม เดินจูงออกไปจากหน้าหอพัก โดยใช้เวลาประมาณ 2 นาที เหตุเกิด เมื่อเวลา 01.46 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 นั้น
ล่าสุดเมื่อ 19.30 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.ศยาม อินทร์สุวรรณโณ ผกก.สภ.เมืองสมุทรสงคราม พร้อม พ.ต.ท.เอนก ขจีจิตร์ สว.(สืบสวน) สภ.เมืองสมุทรสงครามได้ควบคุมตัวนายวิวัฒน์(หนึ่ง) แซ่ด้วงอายุ 31 ปี ชาวจังหวัดสมุทรสาคร, นายพิสิฐศักดิ์(ปอน) ขุนดีอายุ 28 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร และนายศักดิ์ชัย(ปุ๊) น้องฉิมชาวกรุงเทพมหานคร ขณะที่กำลังยกรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ขึ้นรถตู้โตโยต้าทะเบียน โตโยต้า ซุปเปอร์ คัสตอม ทะเบียน นง 7639 กรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มคนร้ายเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้ทิ้งรถวิ่งเข้าป่าหลบหนี เจ้าหน้าที่ซึ่งกระจายกำลังปิดล้อมจับกุมได้ครบทั้ง 3 คน จึงนำตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองสมุทรสงคราม
จากการสอบสวนเบื้องต้นทั้ง 3 คนรับสารภาพว่าก่อเหตุจริง โดยนายวิวัฒน์(หนึ่ง) แซ่ด้วง ให้การว่าตนเป็นลูกกำพร้า สู้ชีวิตมาตลอด อดีตในช่วงวัยรุ่นเมื่อหลายปีก่อนตนเคยติดคุก 2 ปี คดีจำหน่ายยาเสพติด แต่พอออกจากคุกมาก็กลับตัวเป็นคนดี ต้องกู้หนี้ยืมสินมาเปิดร้านขายเสื้อผ้าจนเป็นหนี้หลักแสนบาท ตอนแรกก็ขายดี แต่ประสบปัญหาโควิด19 ทำให้ขายเสื้อผ้าไม่ได้ มีแต่รายจ่ายเดือนละหลายหมื่น แต่ขาดรายได้จุนเจือครอบครัว ไม่มีเงินซื้อนม ซื้อแพมเพิส ดูแลลูก 2 คนคนโต 2 ขวบ คนเล็ก 1 ขวบ อีกทั้งยังต้องใช้หนี้ ส่งดอก ซึ่งเวลาก็บีบเข้ามาโดนทวงโดนประจาน ทำให้ตัดสินใจชักชวนเพื่อนๆ มาขโมยรถจักรยานยนต์ไปขายในราคาคันละ 10,000 บาท โดยขโมยมาแล้ว 3 คัน กระทั่งมาถูกจับกุมในครั้งนี้
ด้าน พ.ต.อ.ศยาม อินทร์สุวรรณโณ กล่าวว่า หลังได้รับแจ้งชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่สืบจนทราบว่า เวลา 01.43 น. คนร้าย 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ขับมาทางบิ๊กซี เลี้ยวเข้าถนนบายพาสหลังอนุบาล ก่อนจะไปก่อเหตุ และคนร้าย 1 คน ขับถืบรถจักรยานต์ของผู้เสียหาย ที่มีคนร้ายอีก 1 คนนั่งค่อมมาด้วย ในช่วงเวลา 01.48 น. จากนั้นนำรถเข้าไปซ่อนในป่าข้างทางริมถนนบายพาส ต.บางแก้ว อ.เมืองสมุทรสงคราม ซึ่งเจ้าหน้าที่ทราบจุดซ่อนแล้ว แต่ต้องการกวาดล้างจับกุมคนร้าย ตามนโยบาย “กัดไม่ปล่อย ล่าไม่ถอย คอยไม่เลิก” ของพล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 จึงได้แฝงตัวเป็นคนงานนาเกลือตั้งแคมป์เฝ้าโดยไม่หลับไม่นอน 2 วัน 1 คืน เพื่อเฝ้าคนร้ายที่จะกลับเคลื่อนย้ายรถที่ขโมยมาออกไปให้ได้ เนื่องจากเมืองสมุทรสงคราม เป็นเมืองแห่งความสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ กระทั่งช่วงหัวค่ำ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2566 คนร้าย 3 คนนำรถตู้ มาจอดบริเวณที่ซ่อนรถจักรยานยนต์ไว้ในป่าข้างทางและเข็นรถออกมาขึ้นรถตู้เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัว คนร้ายจึงทิ้งรถพยายามวิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่ซึ่งวางกำลังไว้โดยรอบจึงควบคุมตัวไว้ได้ เบื้องต้นคนร้ายรับสารภาพว่าขโมยรถจักรยานยนต์จริงๆ วันนี้จะมาขนย้ายไปขายให้ลูกค้าในราคาถูกต่อไป
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การ กระทำความผิดหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และ รับของโจร
อย่างไรก็ตามฝากเตือนผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่จอดริมทางสาธารณะขอให้ระมัดระวัง ล็อคคอ ใส่เครื่องบังคับล้อ หรือ ติด GPS เพื่อป้องกันตนเองเบื้องต้น ก่อนจะเกิดเหตุร้ายขึ้น
นายสาธิต ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่ได้รถจักรยานยนต์ที่ตั้งใจเก็บเงินมาซื้อสดด้วยน้ำพักน้ำแรง และเลือกซื้อรถที่ประหยัดน้ำมัน ใช้ขับไปเรียนหนังสือที่จังหวัดนครปฐม กลับมาคืน ตอนแรกคิดว่าจะได้คืนแต่ซาก แต่ได้คืนในสภาพที่เหมือนเดิม ต้องขอขอบคุณตำรวจและผู้ที่เกี่ยวข้องที่ช่วยเหลือตนในครั้งนี้


