กู้ภัย เผยนาทีเก็บศพแด้ “แอม”ร้องไห้ ในมือกำทอง มีเพื่อนผู้หญิง 2 คน ไม่ขึ้นรถไปโรงพยาบาลด้วย
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่มูลนิธิส่งเสริมแห่งอุดรธานี เพื่อไปพูดคุยกับอาสากู้ภัยที่เข้าเวรประจำวันที่ 12 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่นายสุทธิ์ศักดิ์ พูนขวัญ หรือแด้ อายุ 36 ปี เสียชีวิตในห้องเช่า พื้นที่ ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยวันนี้เป็นเวรวันหยุดของมูลนิธิฯ ไม่มีการทำงานอยู่ภายใน มีเพียงเจ้าหน้าที่ 2 นาย เข้าเวรฉุกเฉินเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวได้นำภาพถ่ายในวันเกิดเหตุ 1 รูป ให้อาสากู้ภัยดู พร้อมกับระบุว่า รูปอาสากู้ภัย 1 คน ในภาพ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัดอยู่ที่ จ.ชลบุรี เป็นคน จ.อุดรธานี เวลากลับมาบ้านที่ จ.อุดรธานี มักจะมาช่วยเข้าเวรกู้ภัย แต่ไม่รู้จักชื่อ ไม่ได้สนิทกัน ส่วนผู้ชายอีกคน เป็นตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองอุดรธานี และผู้หญิงอีก 2 คนในภาพเป็นเพื่อนของ น.ส.สรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือแอม ภรรยาของนายแด้ ตอนนั้น แอม อยู่นอกห้อง
นายพจน์ปรีชา สารสิทธิ์ อายุ 31 ปี พนักงานกู้ภัยฉุกเฉิน มูลนิธิส่งเสริมธรรมแห่งอุดรธานี เปิดเผยว่า ช่วงเช้าของวันที่ 12 มีนาคม พวกตนได้เฝ้าฟังวิทยุสื่อสาร เพื่อติดตามเหตุตามปกติ ช่วงสายได้รับแจ้งจากทาง อ.หนองหาน ว่า มีคนหมดสติ ประมาณ 14.00 น. จึงได้รับแจ้งว่ามีคนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องเช่า ในพื้นที่ ต.สามพร้าว ซึ่งเราก็ไม่นึกว่าจะเป็นรายเดียวกันกับที่ได้รับแจ้งในพื้นที่ อ.หนองหาน ทีมงานจึงรีบออกไปตรวจสอบ ไปด้วยกัน 3 คน มีตนเอง และพี่อาสาที่สนิทกัน 1 คน และพี่ตำรวจที่มาช่วยงานวันนั้น แต่ไม่สนิทกันอีก 1 คน นานๆ ทีพี่เขาจะกลับมาบ้าน และถ้าว่างก็จะมาช่วยงานที่มูลนิธิ ซึ่งไม่เห็นกลับมานานแล้ว
“พอเข้าไปถึงที่เกิดเหตุ ภายในห้องพบศพนายแด้ นอนอยู่บนฟูกกลางห้อง สวมกางเกงชั้นในสีฟ้าตัวเดียว ในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ตามร่างกายไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย มีข้าวของเครื่องใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ตามปกติ แต่ไม่ได้เปิดแอร์ ตอนแรก น.ส.แอม นั่งร้องไห้อยู่หน้าห้อง ไม่ได้พูดอะไร ตามร่างกายของแด้ ไม่ได้ใส่เครื่องประดับ ส่วน น.ส.แอม ก็เห็นใส่สร้อยทองที่คอคิดว่าคงเป็นเขาเอง แต่สร้อยทองของมีค่าของนายแด้ น.ส.แอม กำเอาไว้ในมือตัวเอง เพื่อนผู้หญิง 2 คนของ น.ส.แอม ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก หลังจากนำศพนายแด้ขึ้นรถ ก็นำไปส่งที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี น.ส.แอมไม่ได้ขึ้นรถไปด้วย และไม่ทราบว่าเขาตามไปโรงพยาบาลหรือไม่”

