เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 20 ธันวาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานในคดีบริษัทยูฟัน สโตร จำกัด ฉ้อโกงประชาชน หมายเลขดำ อ.2279/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอภิชรัชฏ์ แสนกล้า อายุ 40 ปี พร้อมพวกรวม 43 รายซึ่งเป็นเครือข่ายยูฟันฯ เป็นจำเลยที่ 1-43 ในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3,4,5,6,7และ25 , ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 343 , ร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงฯ ตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 19,21,46,48 และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2550 มาตรา 3,14 และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 พร้อมขอให้จำเลยร่วมกันคืนเงินชดใช้แก่ผู้เสียหาย จำนวน 2 พันกว่าคน คน รวมเป็นเงิน 351,556,314 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เบิกตัวจำเลยทั้ง 43 คน มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อฟังการพิจารณา
วันนี้ อัยการโจทก์ได้นำพยานปาก พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. เบิกความซักค้านทนายจำเลย สรุปว่า การสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยในฐานความผิดต่างๆในคดีนี้โดยการดำเนินคดีและแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยแต่ละคนนั้นจะแบ่งตามพื้นฐานข้อเท็จจริงและพฤติการณ์การกระทำความผิด ว่าตรงกับฐานความผิดใดโดยมีพยานหลักฐาน เช่น เส้นทางการเงิน คลิปวีดีโอที่มีการชักจูงผู้เสียหายใน เว็ปไซด์ต่างๆ โดยที่มีการฟ้องเพิ่มจำเลยที่32-43 อีก 12 คนนั้น ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 12 คนให้การภาคเสธ(กึ่งรับกึงปฏิเสธ) แต่จากการสอบสวนพบว่าจำเลยทั้ง 12 คนเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดจึงมีการแจ้งข้อหาดำเนินคดี อย่างจำเลยบางคนเมื่อตรวจสอบทางบัญชีพบว่ามีการโอนเงินจากผู้เสียหายเข้าบัญชีจำเลยหลายราย รายละหลายสิบล้านบาท ซึ่งจำเลยที่มีเงินโอนเข้าบัญชีก็ให้การในทีแรกว่าเป็นเงินจากการซื้อขายพระ ต่อมาภายหลังก็เปลี่ยนคำให้การว่าเงินที่โอนเข้ามาจากการซื้อขายเงินตรา พยานหลักฐานขอตำรวจที่ได้มาเชื่อว่าจำเลยที่ถูกฟ้องเพิ่มมานั้นมีการร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับบริษัท ยูฟันฯ และมีการแจ้งข้อหาตามพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคนในจำเลย 12 คนที่ได้ฟ้องเพิ่มนี้
พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวว่ามาเบิกความซักค้านทนายจำเลยหลังจากที่มีการเบิกความต่อเนื่องกันมาหลายครั้ง เนื่องจากคดีนี้ภายหลังมีการดำเนินคดีเพิ่มกับจำเลยทั้ง 12 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยเบิกความเป็นพยานเปิดคดีที่มีการฟ้องจำเลยชุดแรกไปแล้ว โดยจำเลยทั้ง 43 คนนี้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องการฉ้อโกงประชาชนและข้อหาอื่นๆตามที่อัยการฟ้องอีก ซึ่งความเสียหายดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมและเป็นเงินกว่า หลักพันล้านบาท และขณะนี้ยังมีผู้ต้องหาที่เราจะต้องจับกุมตัวมาดำเนินคดีฟ้องศาลเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก เรียกว่าถ้าจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้หมดจะเป็นคดีที่มีผู้ต้องหาเยอะที่สุด และนอกจากนี้ทางตำรวจกำลังพิจารณารวบรวมพยานหลักฐานในส่วนของคดีฟอกเงินเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะมีอยู่ในชุดจำเลย 43 คนนี้หลายคนที่อาจจะต้องถูกดำเนินคดีเพิ่ม และจากการสอบสวนพบว่าบริษัทดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนในการกระทำความผิดหลักหมื่นล้านและมีความเชื่อมโยงภายนอกประเทศอีกด้วย อีกไม่นานคงได้ฟังข่าวดีเกี่ยวกับเรื่องการจับกุมตัวผู้ต้องหาเพิ่มขึ้นอีก

