ศาลฎีกา สั่งจำคุก ‘ธาริต’ 2 ปี ไม่รอลงอาญา แจ้งข้อหา สุเทพ-มาร์ค คดี 99 ศพ นำตัวเข้าเรือนจำ
ศาลฎีกาพิพากษา ธาริต 2 ปีไม่รอลงอาญา แจ้งข้อหากลั่นแกล้งมาร์ค อภิสิทธิ์ ลุงสุเทพ สั่งฆ่าประชาชน สลายม็อบ นปช.ปี 2553 ศาลชี้เจตนากลั่นแกล้งชัดเจน สนองรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ลูกน้อง 3 คนยกประโยชน์ความสงสัย กระทำไปโดยสุจริตตามคำสั่งธาริต
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลฎีกา ครั้งที่ 10 คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หมายเลขดำ อ.310/2556 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อดีตหัวหน้าชุดสอบสวนคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ จากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ในฐานะพนักงานสอบสวน เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
ในวันนี้นายธาริตเดินทางมาศาลอาญาโดยถึงเวลา 08.50 น.พร้อมทำเอกสารเเจกสื่อมวลชนที่รอทำข่าวอยู่หน้าศาลอาญา
และวันนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ โดยขอให้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาและยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การ รับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธ และขอคัดค้านองค์คณะผู้พิพากษาที่ทำคำพิพากษาในศาลฎีกา และยื่นคำร้องขอให้เลื่อนคดีเพื่อรอฟังผลคำสั่งศาลฎีกาในคำร้องทั้งสองฉบับที่ยื่นต่อศาลในวันนี้ รายละเอียดปรากฏตามคำร้องทั้งสามฉบับลงวันที่วันนี้ สำเนาคำร้องทั้งห้าฉบับให้โจทก์ทั้งสองแล้ว แถลงว่าขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาลฎีกา ศาลได้ส่งคำร้องทั้งห้าฉบับไปเพื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ให้รอฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันนี้ เวลา 14.30 น.เนื่องจากในช่วงบ่ายศาลติด พิจารณาคดีอื่น
พอถึงเวลา 14.30 น.องค์คณะผู้พิพากษาเเจ้งว่า ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งลงมาโดยให้จำเลยรออยู่ในห้องพิจารณาคดี ซึ่งศาลฎีกาเเจ้งว่าจะมีคำสั่งลงมาในอีก 1-2 ชั่วโมง
ต่อมาเวลา 17.30 น. ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำร้องที่นายธาริต จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีการวม 5 ฉบับ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งหมด
ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยพิเคราะห์พยานหลักฐานมีข้อที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งหมดทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่า ตนเองและหน่วยงานไม่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนบุคคลทั้ง 2 ที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ที่มีอำนาจหน้าที่สรุปสำนวนเรื่องให้อัยการสูงสุด เพื่อฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นข้อพิรุธ และในที่ประชุมเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.2555 จำเลยที่ 1 ได้แสดงความคิดเห็นชี้นำให้พนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษสืบสวนหาหลักฐาน และรวบรัดเชิญโจทก์ทั้งสองมารับทราบข้อกล่าวหา
อีกทั้งในขณะนั้นเป็นช่วงรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นน้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ขั้วตรงข้ามทางการเมืองกับโจทก์ทั้งสอง ฟังได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งให้โจทก์ทั้งสองได้รับโทษทางอาญา เพื่อสนองความต้องต้องการของรัฐบาลใหม่
หลังจากนั้นนายธาริตได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอีก 1 ปี
พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา รับฟังโดยปราศจากข้อสงสัย ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องจริง
มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2-4 กระทำผิดตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 และ 2 ยังไม่แน่ชัดและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2-4 ได้รับประโยชน์อย่างไรจากการแจ้งข้อกล่าวหาต่อโจทก์ทั้งสอง แต่ที่ทำสำนวนมาจากการรับคดีและการชี้นำของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2-4 อาจทำคดีโดยสุจริต ยังมีข้อสงสัยในข้อกล่าวหาในคำฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2-4
การลงโทษตามที่ศาลอุธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุธรณ์ จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่ 2-4 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างฟังคำพิพากษานายธาริต มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการแต่อย่างใด
ต่อมาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เดินมาควบคุมต่อนายธาริต เพื่อนำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตามคำพิพากษาศาลฎีกา
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เผยภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ว่า การตัดสินของศาลในวันนี้ ถือว่าเป็นการสิ้นสุดการรอคอยร่วม 2 ปี โดยส่วนตัวไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ถือว่าเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าที่ผ่านมาศาลฎีกาจะนัดมาคำพิพากษาตั้งแต่ปี 2563 แต่ก็พบว่านายธาริต มีความพยายามประวิงเวลามาโดยตลอด จนกระทั่งมาถึงวันนี้ยังยื่นคำร้องอีกหลายฉบับทำให้การอ่านคำพิพากษาล่าช้าออกไป จากที่จะต้องอ่านคำพิพากษาแล้วเสร็จตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งจะเห็นว่าคำร้องทุกคำร้องศาลได้ยกทั้งหมด แต่ศาลก็ต้องอ่านคำชี้แจงถึงการพิจารณาคำร้องเพื่อให้นายธาริตและทนายความได้เข้าใจ
ส่วนประเด็นที่ศาลคำพิพากษาออกมาในลักษณะแบบนี้ เพราะศาลเห็นว่านายธาริตมีความพยายามที่จะชี้นำพนักงานสอบสวน เนื่องจากตรวจสอบพบว่าการทำสำนวณในครั้งแรก พยายามชี้นำพนักงานสอบสวนว่ากลุ่มผู้ชุมนุมใช้ความรุ่นแรงและมีอาวุธ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลกลับเปลี่ยนสำนวนไปดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ที่อยู่ในฐานะผู้อำนวยการศอฉ. ว่ามีคำสั่งให้ทหารใช้อาวุธและความรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลเห็นว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง ส่วนจำเลยที่ 2-4 ศาลยกฟ้อง เนื่องจากมองว่า อาจจะมีส่วนร่วมกระทำความผิด เนื่องจากถูกผู้บังคับบัญชาชี้นำ จึงยกประโยชน์ให้กับจำเลยทั้ง 3 คน
นายสวัสดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยออกมาตอบโต้ตั้งแต่กระบวนการในขั้นแรก ที่ศาลขั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับมาให้ลงโทษจำเลยทั้งหมดจำคุก 2 ปี จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาสั่งให้ลงโทษนายธารืตคนเดียวจำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา ซึ่งตนเองก็เคารพกระบวนการยุติธรรม เพราะหากไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมก็จะทำให้บ้านเมืองเสียหาย ซึ่งการดำเนินคดีดังกล่าวมาครบทุกศาลแล้ว ถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว

