ตำรวจเร่งตามยึดของกลางมัดแก๊งฆ่าหั่นศพ มั่นใจเอาผิดตัวการสำคัญ แฉโอลาฟวางแผนจัดฉากโยนความผิด

13.07.23 | 20:14 น.

ตำรวจเร่งตามยึดของกลางมัดแก๊งฆ่าหั่นศพ มั่นใจเอาผิดตัวการสำคัญ แฉโอลาฟวางแผนจัดฉากโยนความผิด


ความคืบหน้าคดี อุ้มฆ่าหั่นศพ นายฮันส์ ปีเตอร์ แรลเตอร์ แม็ค (MR.HANS PETER RALTER MACK) อายุ 62 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชาวเยอรมัน

จากกรณี นายชาฮ์รูค คารีม อุดดิน อายุ 27 ปี สัญชาติ ไทย เชื้อชาติปากีสถาน ผู้ต้องหาคนสุดท้าย ที่ถูกตำรวจจับกุมได้ที่จังหวัดกาญจนบุรี และถูกนำตัวกลับมาดำเนินคดีที่ สภ.หนองปรือ ก่อนช่วงกลางดึก ตำรวจจะได้นำตัว นายชาฮ์รูค ออกจากห้องขัง สภ.หนองปรือ ย้ายไปควบคุมขัง ที่ สภ.บางละมุง เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหามีการพูดคุย หรือเตี้ยมกันในเรื่องของคดี

ประกอบกับทนายและญาติของนายชาฮ์รูค แจ้งกับตำรวจว่า นายโอลาฟ หนึ่งในผู้ต้องหาตัวการใหญ่ ได้ข่มขู่ว่าจะมีการลักพาตัวแฟนและน้องสาวของนายชาฮ์รูค เกรงว่าหากนำตัวเข้าไปเจอกันในห้องขัง จะทำให้เกิดอาการเครียด และถูกข่มขู่ซ้ำอีก

Advertisement

ล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 13 ก.ค.66 นายชาฮ์รูค คารีม อุดดิน หรืออาซุ ได้ถูกตำรวจควบคุมตัวกลับมาที่ สภ.หนองปรือ แล้วนำตัวไปสอบสวน โดยมี พล.ต.ต.ธีระชัย ชํานาญหมอ ผบก.กก.สส.ภาค 2, พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เข้าร่วมสอบปากคำด้วยตนเอง โดยใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชม. ก็ได้นำตัวกลับลงมาห้องควบคุมขัง

ต่อมา นายซาบาส, นางแพท, นายชาลี พ่อแม่และพี่ชาย ได้เดินทางมาเยี่ยม โดยนำน้ำอัดลม น้ำมะพร้าว และเคบับไก่ 2 ม้วน มาให้ นายชาฮ์รูค โดยระหว่างที่พูดคุยกัน ผ่านกรงเหล็กในห้องขัง จะพบว่า นายชาลี ผู้เป็นพี่ชาย มีการใช้โทรศัพท์มือถือ บันทึกเสียงคำพูดบทสนาของน้องชายตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงเดินออกมาจากห้องขัง

โดย นายชาฮ์รียาร์ คารีม อุดดิน อายุ 30 ปี พี่ชาย เล่าว่า น้องชายยังคงยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการลงมือสังหาร หรือรู้เห็นกับเหตุการณ์ฆาตกรรมในครั้งนี้ แต่ที่ต้องตกเป็นผู้ร่วมขบวนการ เพราะถูกนายโอลาฟข่มขู่ จะลักพาตัว น้องสาวและแฟน โดยมีการส่งรูปภาพไปให้สมาชิกแก๊งเอาต์ลอว์ หากใครเจอน้องชายให้จัดการได้ทันที ส่วนข้อมูลคำให้การน้องชาย ขอรอทางทนายก่อน และจะให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดแบบหมดเปลือก

พร้อมยังกล่าวต่ออีกว่า นายชาฮ์รูค น้องชาย ทำอาชีพเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน โดยส่วนใหญ่จะมีกลุ่มลูกค้าอยู่โซนภาคใต้ คือ ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี จึงทำให้น้องชายได้รู้จักกับ นางเพตรา คริสเติล คริสเติล กรันเกรอิฟ นายหน้าชาวเยอรมัน จึงร่วมทำธุรกิจด้วยกัน และรู้จักกับ นายโอลาฟ ธอร์สเทน บริงค์แมนน์ ในฐานะชื่นชอบรถฮาเล่ย์ และอยู่ในวงการไบค์เกอร์เหมือนกัน โดยก่อนจะเกิดเรื่องราวทั้งหมด ในช่วงปลายเดือน มิ.ย.66 น้องชายได้บอกกับแฟนสาวว่าจะไปทำงาน แต่ไม่ได้บอกสถานที่ จากนั้น ช่วงต้นเดือน น้องชายก็ติดต่อมาบอกแฟนสาว ขอยืมเงิน และโอนมาให้ก่อน 4,500 บาท เพื่อจ่ายเงิน ค่าเช่าบ้านพูลวิลล่า เพราะนางเพตราจะจัดปาร์ตี้ให้กับลูกค้าคนสำคัญ และนั่นก็คือการติดต่อกันเป็นครั้งสุดท้าย

ด้าน นางแพท อายุ 56 ปี ผู้เป็นแม่ เล่าว่า ตอนนี้แม่มั่นใจว่าลูกชายไม่ใช่คนลงมือทำ จึงอยากขอความเป็นธรรมให้ลูกชายด้วย ในความรู้สึกของแม่ ตอนนี้เชื่อว่าคนที่วางแผนจะดึงลูกแม่มาเป็นตัวละครเพื่อจะมาเป็นแพะรับบาปหรือไม่ โดยพาไปซื้อของตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งสมัยนี้กล้องวงจรปิดมีทุกที่ เหมือนกำลังจัดฉากให้ลูกชายอยู่ด้วยทุกที่ที่มีการเดินทางไป ซึ่ง ณ ตอนนี้ ยังมั่นใจว่าลูกชายไม่ได้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุ แต่ถ้าทำจริง ทางครอบครัวก็จะปล่อยให้เป็นไปตามขบวนการของกฎหมาย ส่วนที่มั่นใจ เพราะลูกชายพูดว่าสาบานว่าผมไม่ได้ทำจริงๆ ผมไม่ได้ฆ่า ผมโดนขู่จะลักพาตัวน้องสาวกับเมียไปขายฝั่งประเทศกัมพูชา ซึ่งคนวางแผนรู้จุดอ่อนของลูกชาย ว่าเป็นคนรักน้องสาวมาก จึงทำให้ต้องยินยอมทำอะไรบางอย่างที่ถูกบังคับ

ส่วนคำพูดเชิงลึกของนายชาฮ์รูคที่จะให้การกับตำรวจทั้งหมดคือ ในวันที่ 4 ก.ค. นางเพตราได้ให้นายชาฮ์รูค เปิดบ้านพูลวิลล่าเพื่อจัดปาร์ตี้ให้กับลูกค้าคนสำคัญ พอถึงนัดหมายนายโอลาฟ นางเพตรา และนายฮันส์ ปีเตอร์ ผู้ตาย ได้เดินเข้าไปในบ้านพูลวิลล่า โดยให้นายชาฮ์รูครออยู่ด้านนอกนานกว่า 3 ชม. แต่พอนายชาฮ์รูคเห็นความผิดปกติภายในบ้านพูลวิลล่า จึงเดินเข้าไปดูเปิดประตูเข้าไปก็พบว่านายฮันส์ ปีเตอร์ นอนหมดสติอยู่ตรงโซฟา จึงสบถคำพูดว่า “ไอ้เหี้ย พวกมึงทำอะไรกัน” ทำให้นายโอลาฟคว้าอาวุธปืน ใช้ศอกดันตัวนายชาฮ์รูค ไปติดกับกำแพง แล้วใช้อาวุธปืนจ่อหัวพร้อมทั้งพูดว่า “มึงเห็นทุกอย่างแล้ว มึงต้องมาร่วมกับกูไม่งั้น น้องสาวมึง เมียมึง กูจะให้คนไปลักพาตัว ไปขายที่เขมร พ่อแม่มึงที่ภูเก็ต กูจะตามไปฆ่าให้หมด” พร้อมจะรูปถ่ายครอบครัว ไปให้สมาชิกแก๊งเอาต์ลอว์ โดยขู่ว่าให้จัดการได้เลย ถ้านายชาฮ์รูคหักหลัง จึงทำให้นายชาฮ์รูคต้องยอมทำตามคำสั่งทุกอย่างของนายโอลาฟและนางเพทตรา

ซึ่งตำรวจชุดสืบสวน กำลังเร่งรวบรวมหลักฐานต่างๆ ทั้งพยานวัตถุ พยานบุคคล หลักฐานดีเอ็นเอ และหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ร่วมถึงพยานบุคคล ที่ตำรวจมีการกันไว้เป็นพยานหลายคน ไม่ว่าจะเป็นสองผัวเมียที่รับจ้างขนตู้แช่แข็ง, คนเปิดบัญชีม้า ที่นายโอลาฟว่าจ้างให้รับโอนเงินผ่านบัญชี, พนักงานร้านค้าต่างๆ ที่ผู้ต้องหาไปซื้อของมาใช้ในการก่อเหตุ ทั้งเลื่อยไฟฟ้า ตู้แช่แข็ง และอุปกรณ์ต่างๆ, อีกทั้งโทรศัพท์มือถือที่เจอในวันที่พบศพ ปรากฏว่า โทรศัพท์ดังกล่าวไม่ใช่ของคนตาย เป็นโทรศัพท์ที่นายโอลาฟและนางเพตราเพิ่งไปซื้อมาใหม่ แล้วนำมาทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยโทรศัพท์เครื่องจริงของผู้ตาย พบว่าสัญญาณไปปรากฏอยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา ซึ่งตำรวจกำลังไล่ติดตามหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว และยังพบว่า มีการลงทุนซื้อเรือสปีดโบ๊ต เพื่อเตรียมนำศพไปทิ้งหกลางทะเล และที่สำคัญ ตำรวจยังพบว่า นายโอลาฟมีการวางแผนลงมือก่อเหตุอย่างมืออาชีพ ทำทุกอย่างเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ร่วมถึงวางแผนอย่างแยบยล เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องรับโทษ และโยนความผิดให้คนอื่น