เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร) พล.ต.ท.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ รรท.ที่ปรึกษา (สบ.10) เป็นผู้แทน ตร. รับมอบพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 9,999 องค์ จากมูลนิธิเมาไม่ขับ โดย นา สุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผจก.มูลนิธิฯ ในการนี้ได้อัญเชิญพระราชดำรัส เตือนสติเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจกจ่ายแก่ประชาชนต่อไป โดยมี พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ที่ปรึกษา ด้านการจราจร เข้าร่วมด้วย
ทั้งนี้พระราชดำรัส ความว่า “…คนไทยทุกหมู่เหล่า จึงควรจะได้ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยความไม่ประมาทและด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เพราะการกระทำโดยประมาท ขาดความรอบคอบ เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาด เสียหาย…”พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการเสด็จออกมหาสมาคม งานพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2553
ขณะที่พล.ต.ท.ธรรมศักดิ์ กล่าวว่าขอบคุณมูลนิธิเมาไม่ขับ ที่ได้มอบพระบรมฉายาลักษณ์เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล และร่วมกันรณรงค์สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียในช่วงเทศกาล
นายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับกล่าวว่า คาดว่า ช่วงปีใหม่จะมีสถิติอุบัติเหตุลดน้อยลง เพราะไม่มีการจัดกิจกรรมวันส่งท้ายปี จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่หันมาร่วมกิจกรรมสวดมนต์และจุดเทียนข้ามปี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะทำให้ประชาชนลดพฤติกรรมเสี่ยงต่ออุบัติเหตุลง พร้อมกันนี้ได้ฝากให้ประชาชนเคารพกฎจราจร เมาไม่ขับ เพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนลง
ด้านพล.ต.ต. จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือสภาพการจราจร บริเวณโดยรอบ สถานีขนส่งต่างๆโดยรอบกทม. โดยสถานีขนส่งที่เจ้าหน้าที่ให้ความเป็นห่วงมากที่สุดคือสถานีขนส่งสายเหนือหรือขนส่งหมอชิต เบื้องต้นจากการรายงานทราบว่าตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาเริ่มมีปริมาณของประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือไปท่องเที่ยวยังต่างจังหวัดมาใช้บริการที่สถานีขนส่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้การจราจรบริเวณหน้าขนส่งหมอชิตเริ่มชะลอตัว คาดว่าในช่วงเย็นนี้และเรื่อยไปจนถึงช่วงวันศุกร์จะมีปริมาณผู้ใช้บริการเข้ามาภายในขนส่งหมอชิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งอาจกระทบต่อการจราจรโดยรอบ จึงสั่งการให้กองบังคับการตำรวจจราจรและสถานีตำรวจในพื้นที่เข้าไปช่วยอำนวยการจราจรให้รถ คล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้คาดว่าจะมีปริมาณผู้ใช้บริการที่ขนส่งหมอชิตเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกปีเนื่องจากมีการย้ายวินรถตู้โดยสารจาก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาที่ขนส่งสายต่างๆ
รรท.รองผบช.น.กล่าวว่า ส่วนการจัดการจราจรในช่วงส่งท้ายปีเก่าคืนวันที่ 31 ธันวาคมที่จะถึงนี้ คาดว่าจะมีประชาชน เดินทางไปร่วมสวดมนต์ข้ามปีตามวัดต่างๆในกรุงเทพฯเพิ่มมากขึ้น แต่เชื่อว่าจะสามารถจัดการจราจรในบริเวณหน้าวัดต่างๆได้ เพราะมีผู้เดินทางออกจากกรุงเทพฯไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนการจัดกิจกรรมสวดมนต์และจุดเทียนแสดงความอาลัย มีงานใหญ่อยู่ใน 2 จุดคือ บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวง สำหรับในจุดดังกล่าว ได้มีการสั่งให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ในพื้นที่ประมาณ 1,400 นายโดยจะปิดการจราจร ในลักษณะปกติที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพในพระบรมมหาราชวังแต่ในช่วงหลัง 20.30 น.ของวันที่ 31 ธันวาคมจะมีการประเมินอีกครั้งว่าต้องมีการปิดการจราจร เต็มรูปแบบ ตั้งแต่แยกหลานหลวงยาวจนถึง แยกอรุณอัมรินทร์หรือไม่ หากประชาชน ไม่มาก ก็จะใช้แผนเดิมไปก่อน ส่วนในจุดที่ 2 ที่มีการจัดงานคือบริเวณแยกราชประสงค์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมโดยรอบ เบื้องต้นจะมีการปิดการจราจรโดยรอบ แยกราชประสงค์ ตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันที่ 30 ธันวาคม จนเสร็จสิ้นงานส่วนแผนการจัดการจราจรจะใช้แผน เคานท์ดาวน์ของปีที่ผ่านมาเชื่อว่าจะสามารถรับมือการจราจรในพื้นที่ได้จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมกิจกรรมในจุดต่างๆใช้รถสาธารณะและอย่านำรถยนต์มา
พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร กล่าวถึงโครงการปีใหม่รีเช็ตใบสั่ง ว่าเป็นโครงการที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนที่ถูกออกใบสั่งและยึดใบขับขี่ ให้มารับใบขับขี่กลับคืนและนำพกติดตัวขณะเดินทางกลับภูมิลำเนา เพียงชำระค่าปรับในราคา 100 บาท ซึ่งใบสั่งที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ จะต้องเป็นข้อหาที่มีโทษปรับไม่เกิน 400 บาท อาทิ อุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ไม่สมบูรณ์ / ไม่พกใบขับขี่หรือสำเนาการครอบครองรถขณะใช้ยานพาหนะ หรือ ไม่สวมหมวกกันน็อค โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม ไปจนถึงวันที่ 4 มกราคม 2560 โดยตั้งแต่เริ่มโครงการมา ก็ได้มีประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการรวมถึงโทรมาสอบถามรายละเอียดเป็นจำนวนมาก คาดภายใน 2 วันจะสามารถสรุปจำนวนใบสั่งที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้
ทั้งนี้สำหรับประชาชนที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามผ่านสายด่วน 1197 และผ่าน www.trafficpolice.go.th หรือ แอพพลิเคชั่น police i lert u จราจร

