ปธ.ศาลฎีกาแนะยกเกณฑ์วิธีรอกำหนดโทษ-ลงโทษ-คุมประพฤติ ให้ท่านเปากล้าใช้ดุลยพินิจเลี่ยงโทษคุกระยะสั้น แก้นักโทษล้น

29.12.16 | 11:03 น.

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงการแก้ไขกฎหมายในช่วงปี 2559 ว่า สืบเนื่องจากปัจจุบันมีผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลให้ลงโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ ประมาณ 300,000 คน มากกว่าจำนวนผู้ต้องขังที่สามารถรับได้ ทำให้ระยะหลังมีแนวคิดเรื่องการเบี่ยงเบนการลงโทษจำคุกเกิดขึ้น ซึ่งศาลยุติธรรมเข้าใจปัญหานี้ดี จึงได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 25 พ.ศ.2559 แก้ไขหลักเกณฑ์การรอการลงโทษ รอการกำหนดโทษ และการคุมความประพฤติ ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้ว โดยนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา ได้มีคำแนะนำเรื่องนี้โดยออกเป็นคำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีการรอการกำหนดโทษ , รอการลงโทษ และกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ พ.ศ.2559

ขณะที่นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเสริมถึงรายละเอียดคำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีการรอการกำหนดโทษฯ ว่า นายวีระพล ประธานศาลฎีกา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยงการลงโทษจำคุกในระยะสั้น และส่งเสริมให้นำวิธีการต่างๆ ที่บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มาใช้ จึงออกเป็น ” คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีการ รอการกำหนดโทษ กับรอการลงโทษ และการกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ พ.ศ.2559 ” ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมาโดยมีรายละเอียดสาระสำคัญ 16 ข้อ มีหลักเกณฑ์สำคัญให้ผู้พิพากษาใช้พิจารณาประกอบดุลยพินิจได้อย่างเหมาะสม ที่จะได้มาจากข้อมูลต่างๆ จากการสอบถามจำเลย จากสำนวนการสอบสวน หรือรายงานการสืบเสาะพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ โดยศาลอาจใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษไว้ ซึ่งมุ่งเน้นใน 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 มุ่งเน้นสำหรับการกระทำความผิดครั้งแรก และจำเลยยังไม่สมควรที่จะถูกลงโทษให้มีมลทินติดตัว กรณีที่ 2 คือ แม้จำเลยจะทำความผิด แต่ไม่ใช่ผู้ที่กระทำผิดจนติดเป็นนิสัย หรือทำซ้ำบ่อยๆ โดยยังอยู่ในภาวะที่แก้ไขได้ ประธานศาลฎีกา จึงออกเป็นคำแนะนำว่ากรณีเช่นนี้อาจนำวิธีการรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษมาใช้โดยกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้กระทำความผิดซ้ำอีก ด้วยการกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติโดยเน้นมาตรการแก้ไขฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้จำเลยทำความผิดซ้ำ ซึ่งการรู้สำนึกในการกระทำความผิดและการแก้ไขเยียวยาจะส่งผลให้จำเลยที่กระทำความผิดไม่ร้ายแรง ได้มีโอกาสแก้ไข ปรับปรุงและกลับตัว ไม่มีมลทินติดตัว และยังทำให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

นายสืบพงษ์ กล่าวอีกว่า เมื่อมีการออกเป็นคำแนะนำประธานศาลฎีกาเรื่องนี้แล้ว ความจำเป็นที่จะให้มีการพิจารณาเรื่องกฎหมายชะลอฟ้องที่เคยเสนอกันเพื่อแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นคุกนั้น ก็ผ่อนคลายลงไป โดยเป็นการใช้อำนาจตุลาการตรวจสอบคดีที่มีการฟ้องคดีขึ้นมา ซึ่งศาลจะใช้ดุลยพินิจพยานหลักฐานว่ามีความผิดหรือไม่ ถ้ามีความผิดควรใช้มาตรการลงโทษระดับใด มิใช่การใช้อำนาจชะลอฟ้องไปก่อนจะฟ้องคดี