ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องศิษย์ธรรมกาย

29.12.16 | 14:36 น.

ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องคดีลูกศิษย์วัดพระธรรมกายยื่นฟ้องอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ “พระพุทธะอิสระ-ไพบูลย์-มโน” โจมตีวัด ชี้ดีเอสไอทำตามกระบวนการยุติธรรม เป็นพิพาทรัฐกับเอกชน ไม่อยู่ในอำนาจศาล ส่วนอีก 3 รายไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการแสดง ความคิดเห็นปกติ ไม่ใช่พิพาททางปกครอง

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 1011/2559 ที่นางคุณาภา ธำรงมาศ ผู้ฟ้องคดี ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ์ ( พระธีรธัมโม หรือพระพุทธอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) นายมโน เลาหวนิช, นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-4 กรณีขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ระงับการกระทำการ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับการกล่าวหาพระสงฆ์ และสถาบันพระพุทธศาสนา โดยศาลให้เหตุผลว่า คดีนี้นางคุณาภา กล่าวหาว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้อำนาจสั่งการโดยไม่สุจริตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการไม่เป็นธรรมต่อพระสงฆ์ และสถาบันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งศาลเห็นว่ากรณีที่นางคุณาภา โต้แย้งการใช้อำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 14 ประกอบมาตรา 3 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 ในการดำเนินการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา21 พ.ร.บ.เดียวกัน ซึ่งการใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าว มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ของพ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีฐานะเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเห็นได้ว่า การใช้อำนาจดังกล่าวของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อนำตัวผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญามาลงโทษตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งสิ้น

เหตุของการฟ้องคดีดังกล่าวจึงเป็นเหตุสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่คดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจกระทำการในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาศาลยุติธรรม หากนางคุณาภาเห็นว่าตนเองได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จากกระทำของอธิบดีดีเอสไอ หรือเห็นว่าการกระทำอธิบดีดีเอสไอไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนนี้ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว

ส่วนที่นางคุณาภาฟ้อง พระธีรธัมโม นายมโน และนายไพบูลย์ โดยบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า บุคคลทั้งหมดสามกระทำการละเมิดจริยธรรมอย่างรุนแรงด้วยวิธีการกล่าวหาใส่ร้ายพระสงฆ์และสถาบันพระพุทธศาสนาผ่านสื่อต่างๆ โดยไม่ได้ระบุว่า บุคคลทั้งหมดสามกระทำการในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งใด ประกอบกับมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีตามที่นางคุณาภาอ้าง เกิดจากการที่บุคคลทั้งสามได้แสดงความคิดเห็นตามสื่อต่างๆ อันเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นตามปกติของบุคคลทั้งสาม เท่านั้น จึงเห็นว่า มิใช่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อพิพาทระหว่านางคุณาภา กับบุคคลทั้งสาม จึงไม่ใช้ข้อพิพาททางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงชอบแล้วศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

ทั้งนี้คดีดังกล่าวนางคุณาภา ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 และต่อมาศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 ไม่รับคำฟ้องไม่พิจารณาวินิจฉัย ซึ่งนางคุณาภาได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำสั่งดังกล่าวในวันที่ 29 ธันวาคม 2559

Advertisement