เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม ได้มีส่วนยกร่างและผลักดันร่างกฎหมาย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่) พ.ศ. … ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และอยู่ในขั้นตอนการทำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยร่างฉบับนี้มีสาระสำคัญ 2 ประการคือ ให้ยกเลิกข้อสันนิษฐานเด็ดขาดในพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ที่ระบุว่า หากมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครอง มีปริมาณตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ยาบ้า15 เม็ดขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต้องถูกลงโทษฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งมีอัตราโทษสูง แม้ว่าในความเป็นจริงจะไม่ได้มีไว้เพื่อขายใคร แต่มีไว้เพื่อเสพเอง ได้แก้ไข พ.ร.บ.ตรงนี้ จำเลยก็สามารถที่จะนำเอาพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานที่ว่านี้ให้ศาลเห็นว่ามีไว้เเสพเอง ไม่ได้จำหน่าย ทำให้ถูกลงโทษน้อยลงหรือมีโอกาสได้รับการรอการลงโทษมาขึ้น
ส่วนอีกข้อ คือให้ลดโทษในคดีความผิดฐานผลิต นำเข้า ส่งออก ที่มีปริมาณยาเสพติดไม่มาก เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดีมากขึ้น เช่น ชาวบ้านตามแนวชายแดนไทย-ลาว ที่ข้ามแดนไปมาเป็นประจำ แล้วเผลอนำยาบ้า 1 หรือ 2 เม็ด ติดตัวกลับมาด้วย เดิมต้องถูกลงโทษตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว หนักกว่าโทษในความผิดฐานฆ่าคนตาย หรือข่มขืนกระทำชำเราเสียอีก แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ กำหนดโทษในความผิดตามมาตรา 65วรรคหนึ่ง เป็นให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่10ปี-จำคุกตลอดชีวิต เป็นการเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำคุกจำเลยในคดีประเภทนี้มากขึ้น เพราะถ้าเอายาเสพติด เข้ามา1-2 เม็ด เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เอามาขายใคร ศาลก็อาจจะลงโทษขั้นต่ำคือจำคุกสิบปี แต่ถ้าแม้เอาเข้ามา1-2เม็ด แต่ปรากฏว่าเป็นการเอามาขาย แล้วก็เอามาขายแบบนี้เป็นประจำ ศาลก็อาจจะลงโทษจำคุก 20 ปี หรือจะลงโทษจำคุกตลอดชีวิตก็ได้
การแก้ไขเรื่องนี้ก็เพื่อช่วยคนเล็กคนน้อยที่กระทำความผิดในคดียาเสพติดที่ไม่ได้เจตนาชั่วร้าย หรือพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก ไม่ต้องถูกลงโทษหนักเกินเหตุ
“ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นร่างกฎหมายที่เกิดขึ้นโดยดำริของท่านประธานศาลฎีกา เพื่อแก้ปัญหาที่มีผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำเป็นจำนวนมากที่ไม่สมควรต้องรับโทษถึงจำคุก หรือถูกจำคุกในอัตราโทษที่สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด”เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม กล่าว

