ศาลชงกฎหมายให้รางวัลคนชี้เบาะแส-จนท.จับกุม’คนหนีประกัน’ ก.พ.นี้ใช้กำไรอิเล็กฯ -มือถือ’ฝากขังชั่วคราว’ นำร่อง 5 ศาล

5.01.17 | 15:14 น.

เมื่อวันที่ 5 มกราคม นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสํานักงาน ศาลยุติธรรม กล่าวว่า ขณะนี้กำลังร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างประสิทธิภาพในการบังคับตามคำสั่งศาลในคดีอาญา พ.ศ. … ซึ่งป็นร่างกฎหมายสำนักงานศาลยุติธรรมเอง สาระสำคัญให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้ชี้เบาะแสจนทำให้จับกุมจำเลยที่หนีประกันได้ และให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานที่สามารถจับกุมจำเลยที่หนีประกันกลับมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ เพื่อแก้ปัญหาคนหนีประกันที่ยังจับตัวไม่ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งร่างกฎหมายเดิมนี้ เริ่มมีในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ กับคดีค้ามนุษย์ แต่ตอนหลังก็นำมาใส่ใน ป.วิ อาญาด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าคงจะนำเข้ารับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเร็วๆ

เมื่อถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ามีการจับกุม พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อดีตอายุรแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ ที่หลบหนีคำพิพากษาประหารชีวิตของศาลจังหวัดเพชรบุรี ในข้อหาฐานความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่น ผู้จับกุมจะได้เงินสินบนนำจับตาม พ.ร.บ.ตัวนี้หรือไม่ นายอธิคมกล่าวว่า ถ้า พ.ต.อ.นพ.สุพัตร มีคดีข้อหาค้ามนุษย์ด้วยก็จะเป็นไปตามวิธีพิจารณาคดีความค้ามนุษย์ ซึ่งให้จ่ายรางวัลสินบนนำจับ สินบนนำจับตรงนี้ได้นำเงินมาจากเงินในโหมดค่าปรับเงินประกันจากการบังคับคดี คือเงินผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม พ.ร.บ.ค้ามนุษย์

นายอธิคมกล่าวอีกว่า เดือนกุมภาพันธ์ศาลยุติธรรมจะมีการนำระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยชั่วคราวมาทดลองใช้ โดยทำได้เลยโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย หลักการคือ เมื่อตำรวจจับตัวคนร้ายจะมาฝากขังและคนร้ายมักยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ดังนั้น ข้อมูลที่ศาลมีที่จะใช้ประกอบคำสั่ง อนุญาตปล่อยชั่วคราวหรือไม่อนุญาตก็คือคำร้องฝากขัง จะมีเฉพาะพฤติการณ์แห่งคดีของผู้ต้องหาและก็จะมีเหตุผลในการคัดค้านของตำรวจอยู่บ้างในตอนท้ายของคำร้องฝากขัง ซึ่งศาลก็จะข้อมูลเพียงแค่นี้ แต่ว่าระบบประเมินความเสี่ยงที่จะนำมา จะมีเจ้าหน้าที่สืบเสาะข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย แล้วประเมินเป็นคะแนนออกมาว่าจำเลยมีเสี่ยงที่จะหลบหนีหรือไม่ เช่น เป็นโสดหรือไม่ ถ้าโสดโอกาสหนีมากกว่ามีครอบครัว หรือเคยกระทำความผิดหรือไม่ ทำงานอะไรอยู่ งานประจำหรือไม่มีอาชีพ คะแนนก็ต่างกัน เสร็จแล้วก็จะเอาตัวเลขมาประเมิน ตัวเลขก็จะบอกได้ว่าจำเลยมีความเสี่ยงที่จะหนีมากหรือหนีน้อย คะแนนจะแตกต่างกัน อันนี้เป็นระบบที่นำมาจากสหรัฐอเมริกา ถ้าคะแนนประเมินความเสี่ยงบอกว่าบุคคลนี้ ไม่มีโอกาสหนีหรือโอกาสหนีน้อยมากเราก็จะให้ปล่อยชั่วคราวไปโดยไม่มีหลักประกันก็ได้ ถ้ามีความเสี่ยงอยู่บ้างเราก็อาจจะให้ประกันไปพร้อมกับใช้กำไรอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring หรือ E.M ) หรือโทรศัพท์ติดตามตัว (Smartphone Monitoring หรือ S.M) ที่พัฒนาอยู่ ซึ่งปกติโทรศัพท์สมาร์ทโฟนจะมีระบบติดตามตัวอยู่แล้วแต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าคนที่รายงานตัวคือตัวจริงหรือไม่ที่เราเพิ่มเข้าไปในสมาร์ทโฟนคือระบบยืนยันตัวตน ว่าคือนาย ก. หรือ นาย ข. ซึ่งระบบเหล่านี้จะนำมาใช้ประกอบกับระบบประเมินความเสี่ยง ซึ่งระบบเหล่านี้ได้ทดลองใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีศาลนำร่อง 5 แห่ง คือศาลอาญากรุงเทพใต้ฯ ศาลจังหวัดจันทบุรี ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะทดลองใช้กับคดีอัตราโทษไม่เกิน 5 ปี ซึ่งถ้าได้ผลดีมีความแม่นยำพอสมควรเราก็จะขยายใช้ทั่วประเทศ

เมื่อถามว่าระบบเอสเอ็ม ที่เป็นโทรศัพท์มือถือจะใช้การได้จริงหรือไม่ ถ้าหากมีการทิ้งโทรศัพท์มือถือขึ้นมา นายอธิคมกล่าวว่า เอสเอ็ม ที่เป็นโทรศัพท์มือถือ จะใช้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งหากความเสี่ยงมีมากขึ้น ก็ยังมีตัวกำไรอีเอ็ม ที่ใช้ติดตามได้ แต่ถ้าประเมินแล้วยังมีความเสี่ยงสูงอยู่ก็ยังจำเป็นต้องใช้หลักประกันเหมือนเดิม ระบบนี้นอกจากทำให้การติดตามตัวจำเลยมามันง่ายกว่าที่จะไม่มีอะไรเลย ก็ยังทำให้จำเลยที่ยากจนมีโอกาสที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวมากขึ้นถ้าระบบประเมินความเสี่ยงบอกว่า เสี่ยงน้อยก็จะไม่เรียกประกันเลย หรือใช้ อีเอ็ม,เอสเอ็ม เป็นหลักทรัพย์ คาดหวังว่าการนำระบบนี้มาใช้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในส่วนของผู้ต้องหาที่ไม่มีหลักทรัพย์ในการประกันตัวได้มีโอกาสมีสิทธิในการเตรียมตัวสู้คดีจากนอกเรือนจำ