กองปราบฯรับเรื่องสอบโจ๋ 19 โดนอุ้มหายไปจากบ้าน พ่อบอกมี 2 ตร.เอี่ยว

13.01.17 | 16:08 น.

จากกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด จ.ฉะเชิงเทรา จับกุมตัวนายณัฐพงค์ ศรีคะโชติ หรืออาร์ม อายุ 19 ปีไป เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 โดยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดกับทางครอบครัว หลังจากนั้นนายณัฐพงค์ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ต่อมานายเผชิญ ศรีคะโชติ บิดาของนายณัฐพงค์ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน หลังจากนั้นก็ได้มีการดำเนินคดีกับ 4 ผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว ซึ่งเป็นตำรวจ 2 นาย พลเรือน 2 คน และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 มกราคม 2560 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายเผชิญ ศรีคะโชติ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/7 หมู่ 1 ต.คลองหลวง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.วิทวัส สายอ๋อง สารวัตร (สอบสวน) กก.2 บก.ป. เพื่อร้องขอให้กองปราบปรามช่วยสืบสวนและตามจับกุมผู้ต้องหาที่เหลืออีก 3 ราย ที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายณัฐพงค์ที่ถูกอุ้มตัวไปจากบ้านและหายไปอย่างลึกลับ หลังจากพบหลักฐานใหม่ที่เชื่อว่ายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งยังไม่ถูกดำเนินคดี

นายเผชิญกล่าวว่า เชื่อว่าไม่ได้มีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับคดีเพียงแค่ 4 คนที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้านี้เท่านั้น จึงได้ประสานขอให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ หาหลักฐานพยานอื่นๆ เพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าในกรณีดังกล่าวน่าจะมีผู้คอยบงการอยู่เบื้องหลัง ก่อนจะพบหลักฐานข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์การติดต่อของญาติห่างๆ คนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา และภรรยาของตำรวจคนนี้เคยมีปากเสียงกับบุตรชาย โดยติดต่อกับทางผู้ต้องหาทั้ง 4 คนที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับช่วงที่บุตรชายของตนหายตัวไป

นายเผชิญกล่าวต่อว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุมีตำรวจ จ.ฉะเชิงเทราอีกคนหนึ่งได้ทำการเปิดเช็กข้อมูลทะเบียนราษฎรของบุตรชายในวันเดียวกันมากถึง 8 ครั้ง ซึ่งข้อมูลทั้ง 2 ถือว่ามีความเป็นไปที่นอกเหนือจากผู้ต้องหาทั้ง 4 คนที่ถูกจับกุมตัวได้ก่อนหน้านี้ ยังมีผู้เกี่ยวข้องที่ยังไม่ถูกจับกุมอีก 3 คน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าวมาขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯช่วยขยายผลสืบหาข้อเท็จจริง เพราะลึกๆ แล้วถึงแม้ว่าโอกาสที่บุตรชายของตนยังมีชีวิตอยู่จะเลือนรางเต็มที แต่ก็ขอให้ได้เจอ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม

ด้าน พ.ต.ต.วิทวัสกล่าวว่า สำหรับกรณีดังกล่าวทางผู้เสียหายมีความประสงค์ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯสืบสวนหาข้อเท็จจริงและช่วยติดตามหาตัวบุตรชายที่หายสาบสูญไป เบื้องต้นจึงได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาพร้อมกับสอบปากคำผู้เสียหายก่อนจะทำเรื่องประสานต่อไปยังฝ่ายสืบสวนช่วยสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าวต่อไป

Advertisement