ตำรวจแจงคดี เด็ก 14 กราดยิง หมอให้สอบ โฆษกอัยการเผย แพทย์ยันเด็กป่วย

30.12.23 | 06:50 น.

ตำรวจแจงคดี ‘เด็ก 14 กราดยิง’ หมอให้สอบ โฆษกอัยการเผย แพทย์ยันเด็กป่วย

จากกรณีพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ส่งสำนวนให้อัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. โดยกล่าวหาว่าเด็กชายอายุ 14 ปี ผู้ก่อเหตุกราดยิงในห้างดังกลางเมือง ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาอื่นๆ รวม 5 ข้อหา แต่เมื่ออัยการสอบถามไปยังแพทย์สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ที่ดูแลเด็กคนดังกล่าวอยู่ สรุปคือยังไม่สามารถต่อสู้คดีได้ จึงต้องตีกลับสำสวนไปให้พนักงานสอบสวน

พ.ต.อ.จิรพัฒน์ พรหมสิทธิการ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (รอง ผบก.น.6) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างรอผลวินิจฉัยจากแพทย์เพิ่มเติมว่าเด็กพร้อมจะต่อสู้คดีได้เมื่อไหร่จึงจะเริ่มมีการสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง และสรุปสำนวนส่งอีกครั้งหนึ่ง กรณีนี้ก่อนหน้าพนักงานสอบสวนเข้าไปแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้วนั้น แพทย์เจ้าของไข้มีการอนุญาตให้เข้าไปสอบปากคำ ด.ช.ผู้ก่อเหตุ ทีมพนักงานสอบสวนจึงเข้าไปสอบปากคำโดยไม่ได้เข้าไปแบบพลการ หรือผิดขั้นตอนแต่อย่างใด

ซึ่งมีหนังสือแจ้งมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 ต.ค.66 ว่าแพทย์อนุญาตให้ไปสอบปากคำและการสอบปากคำมีทั้งอัยการ 3 คน วิชาชีพและทนายความ ซึ่งเด็กสามารถตอบโต้ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ด้านความเห็นแพทย์ก็จะไม่ขอก้าวล่วง แต่ตามความเห็นของพนักงานสอบสวนนั้นผู้ก่อเหตุสามารถต่อสู้คดีได้ จึงมีการสรุปสำนวนส่งไปให้อัยการ โดยตามข้อเท็จจริงผู้ที่อนุญาตในการให้ทีมพนักงานสอบสวนเข้าไปสอบปากคำคือแพทย์เจ้าของไข้ แต่นอกจากแพทย์แล้วก็จะมีทีมนักจิตวิทยามาร่วมประเมิน

ส่วนกรณีหากพนักงานสอบสวนยังสอบปากคำและไม่ส่งสำนวนให้อัยการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.66 อาจจะต้องปล่อยตัวเด็กออกจากสถานที่รักษาตัวนั้น พ.ต.อ.จิรพัฒน์กล่าวว่า เบื้องต้นในวันนี้ให้พนักงานสอบสวนร่างหนังสือถึงสถาบันกัลยาณ์ที่ตัวผู้ก่อเหตุรักษาตัวอยู่ โดยอาศัยอำนาจตามศูนย์รักษาสุขภาพจิต เพื่อขอให้สถาบันกัลยาณ์รักษาเด็กต่อไปได้ และอาศัยอำนาจตาม ป.วิอาญา มาตรา 14 และ พ.ร.บ.สุขภาพจิต มาตรา 36 เนื่องจากเห็นว่า ด.ช.ยังไม่สามารถต่อสู้คดีได้ พนักงานสอบสวนก็ขอให้สถาบันกัลยาณ์รับตัวเด็กไว้จนกว่าอาการจะทุเลา หรือจนกว่าจะต่อสู้คดีได้ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่รองรับ ในส่วนของพยานหลักฐานนั้นพนักงานสอบสวนรวบรวมไว้ได้ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

Advertisement

ส่วนสาเหตุที่ล่าช้าในช่วงแรกนั้นคือต้องรอรายงานจากสถานพินิจ ซึ่งการสอบปากคำนั้นครบถ้วนแล้วจึงได้มีการสรุปสำนวนส่งไปให้อัยการ โดยวิธีในการสอบปากคำนั้นพนักงานสอบสวนได้นำวิดีโอขณะมีการสอบปากคำ ด.ช.ให้กับแพทย์ดู ซึ่งหลังจากที่แพทย์รายงานมาว่าเด็กไม่สามารถต่อสู้คดีได้นั้น พนักงานสอบสวนจะนำวิดีโอขณะการสอบปากคำให้แพทย์ดูเพื่อให้เห็นว่า ด.ช.มีการตอบคำถามกับพนักงานสอบสวนได้เป็นอย่างดี แต่หากเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับคดี ด.ช.จะบอกว่า “จำไม่ได้” แต่สามารถตอบโต้ประเด็นอื่นได้ ซึ่งตรงนี้แพทย์จึงนำไปประชุมร่วมกับคณะทำงานว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ

เบื้องต้นในวันที่ 11 มกราคม 2567 ทีมแพทย์ที่รักษาตัวเด็กจะมีการประชุมเพิ่มเติมอีกครั้ง ทำให้พนักงานสอบสวนต้องรอแพทย์สรุปความเห็นเพิ่มเติม จากนั้นหากแพทย์และทีมสหวิชาชีพสรุปมาว่าตัวของ ด.ช.สามารถต่อสู้คดีได้แล้ว พนักงานสอบสวนจะเดินทางเข้าไปสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งต่อไป

นายประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อคืนสำนวนไปแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องงดการสอบสวนไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 14 เนื่องจากกระบวนการใดๆ ที่พนักงานสอบสวนดำเนินการไปโดยไม่ยึดหลักกฎหมายดังกล่าวก็ต้องถือว่าเป็นกระบวนการสอบสวนที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งคดีนี้เมื่อได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวน นางศจีมาศ บัวรอด อัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 3 ในฐานะหัวหน้าพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีและคณะทำงานอัยการได้ตรวจสำนวนคดีนี้แล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า

ผู้ต้องหาที่เป็นเด็กยังมีอาการป่วยอยู่ และเป็นคนไข้ของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์มาโดยตลอด โดยมีใบรับรองประเมินผลการตรวจรักษายืนยันว่าผู้ต้องหายังไม่สามารถต่อสู้คดีได้ เมื่อข้อเท็จจริงทางการแพทย์ยืนยันเช่นนี้ การพิจารณาของพนักงานอัยการไม่มีประเด็นอื่นนอกจากคืนสำนวนกลับไปให้พนักงานสอบสวนรอกระบวนการบำบัดรักษาจากคุณหมอที่ประเมิน ตรวจผู้ต้องหาว่าอยู่ในภาวะปกติ และสามารถต่อสู้คดีได้แล้วภายในอายุความ 20 ปี

นายประยุทธกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม คุณหมอและคณะกรรมการตรวจรักษาผู้ต้องหาจะมีการเดินทางไปพบผู้ปกครองของผู้ต้องหา และจะมีการแจ้งว่าเด็กยังมีอาการป่วยอยู่ ทีมที่บำบัดรักษาจะขอรับตัวไปบำบัดรักษาต่อ หากผู้ปกครองเข้าใจและอนุญาต คุณหมอก็จะรับตัวผู้ต้องหากลับไปเป็นคนไข้เพื่อรักษาต่อตามปกติ แต่ สมมุติว่าผู้ปกครองไม่ยอมและไม่อนุญาต หากทางคณะกรรมการของแพทย์ประเมินแล้วว่าจำเป็นจะต้องดูแล ผู้ต้องหาเพื่อป้องกันอันตราย

สำหรับตัวผู้ต้องหาเองและสังคมอาจจะต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 มาตรา 22 บังคับ ที่จะเอาตัวผู้ต้องหาไปรักษาตัวต่อ ซึ่งระยะเวลาการควบคุมตัวของแพทย์ผู้รักษามีกรอบกฎหมายชัดเจนอยู่ใน พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 จะมีการแจ้งผลการตรวจรักษาให้กับพนักงานสอบสวนทุก 180 วัน ถ้ายังไม่หายก็สามารถขยายได้อีก 180 วันไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้ต้องหาจะหายและสามารถต่อสู้คดีได้ เพราะเราไม่สามารถจะนำคนป่วยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ แต่ถ้าหายป่วยแล้วก็ไม่ต้องรอ 180 วัน ทีมแพทย์ที่รักษาสามารถรายงานให้พนักงานสอบสวนทราบเพื่อดำเนินการสอบสวนได้ทันที