ดีเอสไอรับอีก 2 คดีนำเข้าเนื้อสัตว์เถื่อน เป็นคดีพิเศษ จ่อเรียกจนท.รัฐ สอบ

ดีเอสไอรับอีก 2 คดี ลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์เถื่อน เป็นคดีพิเศษ จ่อเรียกจนท.รัฐ สอบ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ห้องประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีหมูเถื่อน ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน คณะพนักงานสอบสวนคดีลักลอบนำเข้าเนื้อสุกร เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิชอบหรือคดีหมูเถื่อนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมกว่า 1 ชม.ว่า พนักงานสอบสวน จัดประชุมวางแนวทางการสอบสวน ภายหลังดีเอสไอมีคำสั่งที่ 2010/2566 รับคดีนำเข้าเนื้อสัตว์เถื่อนเป็นคดีพิเศษใหม่เพิ่มอีก 2 คดี ประกอบด้วย คดีพิเศษที่ 126/2566 กรณีขบวนการนำเข้าสินค้าประเภทสัตว์ (สุกร) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และได้นำออกไปจำหน่ายตามท้องตลาดแล้ว และคดีพิเศษที่ 127/2566 กรณีขบวนการนำเข้าสินค้าประเภทซากสัตว์ เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งคดีพิเศษที่ 126/2566 เราพบว่าในกลุ่มบริษัทชิปปิ้งเอกชน 10 แห่งที่ได้ดำเนินคดีไปแล้วนั้น ได้มีการนำตู้คอนเทนเนอร์ออกไปก่อนหน้านี้ จำนวน 2,388 ตู้ โดยเป็นการสำแดงเท็จว่าเป็นสินค้าประเภทเนื้อปลาแช่แข็ง พลาสติกพอลิเมอร์ และไข่ต้มสุก ซึ่งดีเอสไอจะไปพิสูจน์ว่าตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้ ที่ถูกนำออกไปแล้วแท้จริงเป็นตู้สินค้าประเภทใด และได้มีการสำแดงก่อนออกจากท่าเรือเป็นสินค้าประเภทใด โดยคดีพิเศษที่ 126/2566 นี้เป็นการขยายผลมาจากคดีพิเศษที่ 59/2566 หรือคดีหมูเถื่อน 161 ตู้

ส่วนอีกคดีพิเศษที่ดีเอสไอรับเพิ่มในวันนี้ คือ คดีพิเศษที่ 127/2566 โดยหลักๆ จะดำเนินคดีกับขบวนการองค์กรอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและอาชีพของเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่กลุ่มใหม่ เกี่ยวข้องกับตู้คอนเทนเนอร์บรรจุเนื้อสัตว์เถื่อนต่างๆ กว่า 10,000 ตู้ และเป็นกลุ่มที่ดีเอสไอไม่เคยดำเนินคดีมาก่อน ได้แก่ กลุ่มนายทุนชาวไทยชาวจีน บริษัทชิปปิ้งเอกชน หน้าเสื่อ เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง พบว่ามีการลักลอบนำเข้าตั้งแต่ปี 2563-ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนสุกรแช่แข็ง เนื้อวัวแช่แข็ง ชิ้นส่วนไก่ ซึ่งเราจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

Advertisement

พ.ต.ต.ณฐพลกล่าวว่า กลุ่มคดีพิเศษที่ 126/2566 เราพบกลุ่มที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น 9 บริษัท โดยเป็นกลุ่มเดิมที่ดีเอสไอเคยดำเนินการทางคดีไปก่อนหน้านี้แล้ว และได้นำตู้คอนเทนเนอร์ออกไปจัดจำหน่าย มีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมถึงอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาเกี่ยวข้องในขั้นตอนการนำเข้าและส่งออก รวมแล้วอาจมากกว่า 10 ราย เพราะในคดีก่อนหน้านี้ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกว่า 13 ราย ส่วนในกลุ่มคดีพิเศษที่ 127/2566 คาดว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องจากหลายแวดวงจำนวนมาก และเราได้มีการแบ่งหน้าที่กันในทีมเพื่อไปตรวจสอบว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง รวมถึงได้ประสานไปยัง ปปง. เพื่อขอตรวจสอบเส้นทางการเงิน

เนื่องจากพบว่ากลุ่มนี้ได้มีการโอนเงินออกไปยังบริษัทจำหน่ายชิ้นส่วนเนื้อสัตว์แช่เเข็งในต่างประเทศ อีกทั้งมั่นใจว่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องหลายรายแน่นอน เพราะจำนวนตู้คอนเทนเนอร์นั้นมากกว่า 10,000 ตู้ ทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว และชิ้นส่วนไก่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ดีเอสไอดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้อาจมาเกี่ยวข้องด้วย แต่เราจะต้องดูด้วยว่ากลุ่มที่กระทำผิดได้ใช้เจ้าหน้าที่รัฐรายใดบ้าง เพราะที่ผ่านมาดีเอสไอได้ประจักษ์พยานสำคัญในคดีเข้าให้ข้อมูลพอสมควร เราจึงพบว่าจะมีหน้าที่รัฐรายใดบ้าง สำหรับมูลค่าความเสียหายว่า ในคดีพิเศษที่ 127/2566 นี้ เบื้องต้นพบมูลค่าความเสียหาย 6,000-7,000 ล้านบาท เพราะหากคำนวณจากจำนวนตู้คอนเทนเนอร์กว่า 10,000 ตู้ ความเสียหาย 1 ตู้ ก็ตกประมาณ 1,000,000 บาทแล้ว ส่วนจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ จะเป็นสินค้าประเภทใดบ้าง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่แน่ชัดว่ามีการสำแดงเท็จจริง

ส่วนหลังจากนี้ตลอดสัปดาห์ เราจะเชิญพยานเข้าให้ถ้อยคำ 4 ราย เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย และบริษัทชิปปิ้งเอกชน 2 ราย และจะให้ทาง ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วย ส่วนอีก 2 สำนวนคดีที่เตรียมส่ง ป.ป.ช. นั้น เราได้เสนอให้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีดีเอสไอ และในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีฯ ตรวจสอบแล้ว คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะนำส่งได้

ทั้งนี้ วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นคดีใหม่อีก 2 คดี เราก็เน้นตรวจสอบการนำเข้า วิธีการนำเข้า โควต้าที่แต่ละบริษัทได้รับ และบริษัทชิปปิ้งเอกชนที่เกี่ยวข้อง เราก็จะทยอยสอบปากคำ ส่วนการทำลายพยานหลักฐาน ยังไม่พบ เพราะทุกอย่างจะปรากฏด้วยพยานหลักฐาน เช่น ใบบีแอล หรือ Bill of Lading (B/L) หรือที่เรียกกันว่าใบตราส่งสินค้า และหลักฐานการเคลื่อนย้ายต่างๆ และเนื่องด้วยเป็นตู้ที่ออกไปแล้ว เราจึงจะใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี คือ GPS TRACKING เพื่อตรวจสอบว่ารถขนสินค้าได้ออกจากท่าเรือต่างๆ ไปหยุดที่จุดไหน และแต่ละจุดนานเท่าใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเข้าร่วมประชุม คณะพนักงานสอบสวนได้มีการนำแฟ้มเอกสารและลังเอกสารจำนวนมากเข้าพูดคุยหารือ โดยเอกสารบางส่วนเป็นแผนผังแสดงภาพและเส้นทางการทำธุรกรรมของกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการองค์กรอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและอาชีพของเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่กลุ่มใหม่ ที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ มีทั้งยอดจำนวนเงินที่มีการรับ-โอนระหว่างกัน และความสัมพันธ์ส่วนตัว ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนยังคงอยู่ระหว่างการประชุมอย่างเข้มข้น

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image