พ่อ รับ ตีลูก 2 ขวบ หวังเรียกร้องความสนใจ ให้เมียกลับมาคืนดี ยัน ไม่ได้ทำร้ายจนเลือดกบปาก

12.01.24 | 10:56 น.

พ่อ รับ ตีลูก 2 ขวบ หวังเรียกร้องความสนใจ ให้เมียกลับมาคืนดี ยัน ไม่ได้ทำร้ายจนเลือดกบปาก


จากกรณี หญิงสาวรายหนึ่งมาขอความช่วยเหลือกับทางกลุ่มเป็นหนึ่ง เนื่องจาก ลูกชายวัย 2 ขวบถูกอดีตสามีที่เลิกรากันได้ประมาณ 6 เดือน ได้มีพฤติกรรมข่มขู่ และได้กระทำการความรุนแรงกับลูกชาย อาทิ โดยการใช้ไม้ฟาดที่หลังจนเป็นรอย ไปกระทั่งหนักที่สุด คือ ชกเข้าที่ปากของน้องจนเลือดกบปาก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือคุณต้นอ้อ ประธานกลุ่มเป็นหนึ่ง และแม่ของเด็ก ได้เดินทางมาที่ว่าการอำเภอพานทอง ตำบลพานทอง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดชลบุรี (พม.) เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหากับเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนจะมีการลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือเด็ก

Advertisement

ทางเป็นหนึ่งได้พูดคุยกับแม่ของเด็กว่า สาเหตุที่ตนได้มีการเข้ามาร้องเรียนกับเพจเป็นหนึ่งนั้น เพราะตนต้องการนำลูกชายวัย 2 ขวบ กลับมาดูแล หลังจากที่ตนเลิกกับฝ่ายชายได้ประมาณ 6 เดือน เนื่องจากที่ผ่านมาขณะที่อยู่ด้วยกัน ตนและลูกชายวัย 2 ขวบ มักถูกฝ่ายชายทำร้ายร่างกายมาโดยตลอด ทั้งตอนเมา และไม่เมา ซึ่งปัญหาที่ทะเลาะกันส่วนมากก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และด้วยความที่ฝ่ายชายเป็นคนใจร้อน จึงทำให้ทุกอย่างกลายเป็นปัญหาที่สะสมที่ตนไม่สามารถอยู่ร่วมกับฝ่ายชายได้

แม่เด็กเผยว่า ตนคบหากับฝ่ายชายได้ประมาณหนึ่งปี ก่อนที่จะมีลูกด้วยกัน จนกระทั่งเมื่อช่วงประมาณหกเดือนที่แล้วตนตัดสินใจเลิก และย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากทนพฤติกรรมฝ่ายชายไม่ไหว โดยหลังจากที่ตนย้ายออกมาอยู่ข้างนอก ฝ่ายชายได้มีการส่งรูปภาพบาดแผลของลูกชายวัย 2 ขวบ พร้อมกับส่งข้อความให้กับพี่สาวและกลุ่มเพื่อนของตน ในเชิงลักษณะข่มขู่ต่างๆ นานา เพื่อต้องการที่จะพบตน

หากถามตนว่า เหตุใดถึงไม่นำลูกชายวัย 2 ขวบไปเลี้ยงดูด้วยกันนั้น เนื่องจาก ณ ตอนนั้น ลูกชายของตนได้อาศัยอยู่กับปู่และย่า จึงไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งตนมาเห็นภาพบาดแผลของลูกชายที่ฝ่ายชายส่งมาข่มขู่นั้น จึงทำให้ตนทราบทันทีว่า ลูกชายอยู่ในความดูแลของฝ่ายชายซึ่งเป็นพ่อของเด็ก

นอกจากนี้ ฝ่ายชายยังตามระราน โดยการโพสต์ประกาศ ตามหาตัวผ่าน Facebook อยู่ตลอดเวลา พร้อมกับข้อความในลักษณะเชิงข่มขู่ ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจเจตนาของฝ่ายชายว่าเขาต้องการอะไร

โดยเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายนั้น ตนเคยแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างเรียกทั้งสองฝ่ายมาพูดคุย แต่ตนก็ไม่กล้าที่จะออกมาพบกับฝ่ายชาย เนื่องจากกังวลในเรื่องของความปลอดภัย

ในส่วนประเด็นที่ฝ่ายชายมีการโพสต์ Facebook ประจานกล่าวหาว่า สาเหตุที่ตนหนีออกจากบ้าน เป็นเพราะตนต้องการเอาเงินค่านมของลูกชายไปเลี้ยงดูผู้ชายนั้น ตนยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ตนออกมาแต่ตัว ไม่ได้มีการพกเงินออกมาสักบาท และไม่มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องตามคำกล่าวอ้างของฝ่ายชายแต่อย่างใด แต่ที่ย้ายออกมา เพราะทนพฤติกรรมของฝ่ายชายไม่ไหว

ทั้งนี้ ตนยอมรับว่า รู้สึกกังวลในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอย่างมาก แล้วที่ผ่านมาฝ่ายชายได้มีการข่มขู่โพสต์ Facebook ลามถึงพ่อแม่ของตนด้วย และอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ ช่วยนำลูกชายกลับมาให้ตนดูแล เพราะตนไม่สามารถทนได้ หากลูกชายยังอยู่ในความดูแลของฝ่ายชาย

ด้าน คุณต้นอ้อ ชลิดา ประธานกลุ่มเป็นหนึ่ง เผยว่า หลังจากที่ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายก็ได้มีการตรวจสอบ และมีโอกาสพูดคุยกับทางคู่กรณี ซึ่งใน ตอนแรกทางคู่กรณียืนยันว่า ไม่ได้เป็นคนทำ แต่พอลงพื้นที่จากการพูดคุยเขากลับยอมรับว่า เขาเป็นคนทำเองทุกอย่างเพื่อต้องการให้ฝ่ายหญิงกลับมา

ในส่วนเรื่องของเด็กนั้น หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ พม. ก็ต้องมีการพูดคุยกับพ่อแม่เด็กอีกครั้งว่า จะให้เด็กไปอยู่กับใคร สำหรับตนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่นำปัญหามาลงที่เด็ก ไม่ควรใช้เด็กมาเป็นเครื่องมือในการข่มขู่

ในส่วนรูปถ่ายของรอยตีตามร่างกายของลูกชายนั้น ตนยืนยันว่า ไม่ได้มีการตีหรือทำร้ายลูกชายแต่เป็นการใช้ก้านธูปดีดไปที่ร่างกายของลูกชายเพื่อให้เกิดรอย นอกจากนี้ ตนยอมรับว่า ยังมีการโพสต์ข้อความข่มขู่ฝ่ายหญิงต่างๆ นานา เพื่อให้ฝ่ายหญิงเกิดอาการกลัว และไปแจ้งความกับตำรวจ ซึ่งการที่ฝ่ายหญิงไปแจ้งความกับตำรวจนั้น อาจจะทำให้ตนได้มีโอกาสพบเจอฝ่ายหญิงอีกครั้ง โดยสิ่งที่ตนทำทั้งหมดนั้น ตนทำเพราะรักฝ่ายหญิงมาก และต้องการเพียงให้ฝ่ายหญิงกลับมาหาตน

ในส่วนภาพที่ตนเขียนคำว่า “ไอ้รู-ะ-รี่” บนตัวลูกนั้น เป็นภาพที่ถ่ายเล่นกัน เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเหตุการณ์ในครั้งนั้น ตนยังอยู่กินกับฝ่ายหญิงอยู่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ในส่วนคลิปภาพเหตุการณ์ที่มีเลือดออกจากปากเด็กนั้น ตนยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการทำร้ายแต่อย่างใด แต่เหตุเกิดจากที่ลูกชายของตนกำลังกินข้าว และสะดุดล้มปากกระแทกพื้น จนเป็นเหตุทำให้เลือดไหลออกมาเท่านั้น ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ตนก็มีพยานอยู่ในที่เกิดเหตุ

ทั้งนี้ ถ้าหากฝ่ายหญิงต้องการนำลูกชายไปเลี้ยงดูแลนั้น ตนไม่อยากให้ไป เพราะที่ผ่านมาฝ่ายหญิงก็ไม่เคยมาดูแลลูกชายเลย มีเพียงแต่ภรรยาคนที่ 1 ที่เป็นคนดูแลลูกชายวัยสองขวบคนดังกล่าว (ฝ่ายชายมีภรรยาทั้งหมด 4 คน ลูก 9 คน)

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดชลบุรี (พม.) นำโดยนางสาวจันจิรา ไทยบัณฑิตย์ เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี และ น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานกลุ่มเป็นหนึ่ง ได้พานางสาวทิพวรรณ (แม่ของเด็ก) มาพูดคุยกับนายอดิศร (พ่อเด็ก) เพื่อพูดคุยและไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจากการพูดคุยทางพ่อเด็กยอมรับผิดทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องร่องรอยตีลูกชาย ซึ่งทางพ่อเด็กยืนยันว่าไม่ได้เป็นการตีเด็กแต่เป็นการใช้ก้านธูปดีดตามร่างกายเด็กเท่านั้น ซึ่งทุกอย่างทำไป ทั้งคำขู่ และรูปภาพ ที่โพสต์ลง Facebook เพียงเพราะ รักฝ่ายหญิงมาก และต้องการให้ฝ่ายหญิงกลับมา

ในส่วนเรื่องการเลี้ยงดูเด็กนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพูดคุยว่าเด็กจะอยู่ในความดูแลของใคร ถึงแม้ว่าผู้เป็นแม่จะมีสิทธิมากกว่าก็ตามเนื่องจากทั้งคู่ไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสกัน ประกอบกับที่ผ่านมาแม่เด็กมีการยืนยันว่า ครอบครัวฝ่ายชายนั้น ดูแลลูกชายวัย 2 ขวบเป็นอย่างดี เพียงแต่ ณ ตอนนี้ ทางแม่เด็กกังวลไม่อยากให้ลูกชายอยู่กับผู้เป็นพ่อเท่านั้น และถ้าหากแม่เด็กนำลูกไปดูแล ทางเจ้าหน้าที่ พม.ก็จะมีการเดินทางไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของเด็กเช่นเดียวกัน หากพบว่าแม่เด็กไม่สามารถดูแลเด็กได้ก็จะนำเด็กไปอยู่ในส่วนของบ้านพักเด็กของ พม. โดยภายหลังที่ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการพูดคุยกับทั้งสองฝ่ายกว่า 1 ชม. ทางฝ่ายชายยืนยันว่าหลังจากนี้จะไม่ไปยุ่ง หรือข่มขู่ฝ่ายหญิงอีกแล้ว และยืนยันว่าทางครอบครัวยังอยากดูแลลูกชายวัย 2 ขวบอยู่เหมือนเดิม ประกอบกับลูกชายวัยสองขวบติดภรรยาคนที่ 1 ของฝ่ายชายเป็นอย่างมาก เพราะเขาเป็นคนดูแลเด็กเป็นหลัก

และถ้าหากฝ่ายหญิงยังให้ลูกชายอยู่ในความดูแลของฝ่ายชายนั้น ฝ่ายหญิงก็มีสิทธิมาเยี่ยมลูกได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน แม่ของเด็กได้เปิดเผยความรู้สึกหลังพูดคุยกับฝ่ายชายว่า ภายหลังจากที่มีการพูดคุยกันตนรู้สึกสบายใจขึ้น แต่ก็ยังเป็นห่วงลูกชายเหมือนเดิม และยืนยันว่าจะไม่ให้ลูกชายอยู่กับผู้เป็นพ่อเด็ดขาด แต่จะนำลูกชายไปให้ผู้เป็นน้าสาวเลี้ยงดูก่อนในระหว่างที่ตนเคลียร์คดีทำร้ายร่างกายกับฝ่ายชาย

หากถามตนว่า ยังรู้สึกกลัวอยู่หรือไม่นั้น ตนยอมรับว่า ยังรู้สึกกลัวอยู่เหมือนเดิม เพราะตนโดนกระทำมาโดยตลอดในขณะที่กำลังพูดคุยกับฝ่ายชายอยู่นั้นตนสังเกตเห็นสีหน้าแววตาของฝ่ายชายคล้ายกำลังโกรธแค้นตนอยู่ จึงทำให้ขณะนี้ ตนยังรู้สึกกังวลในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ในส่วนประเด็นที่ฝ่ายชายอ้างว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดนั้นเพียงพอต้องการจะให้ตนกลับมาคืนดีนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่ขอกลับไป ต่างคนต่างอยู่ เพราะถ้าหากกลับมาตนคิดว่าสามีก็คงยังทำตัวเหมือนเดิม

สรุปเหตุการณ์ทั้งหมด คือ 

1.พ่อยอมรับว่าในภาพตนเป็นคนตีลูกจริง เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจให้ภรรยากลับมา

2.เด็กจะออกไปอยู่ในการดูแลของน้าก่อนในระหว่างที่แม่เด็กจัดการปัญหาเกี่ยวกับคดีความที่มีร่วมกันกับฝ่ายชาย หากเรียบร้อยแล้วจะกลับมารับลูกไปอยู่ด้วย

3.มีการทำ MOU ระหว่างพ่อเด็กและครอบครัวของพ่อเด็กเกี่ยวกับพฤติกรรมในลักษณะนี้กับตัวเด็กทุกคนในบ้านไม่เพียงกับน้องคนดังกล่าว หากเกิดขึ้นซ้ำอีก เจ้าหน้าที่จะเข้ามารับตัวเด็กไปอยู่ในการดูแลของรัฐและดำเนินคดีกับพ่อของเด็ก

4.ในระหว่างนี้เด็กจะไปอาศัยอยู่กับน้าก่อน โดยมีการทำ MOU เป็นลายลักษณ์อักษรโดยเจ้าหน้าที่ พมจ. และแม่มีสิทธิเข้ามาเยี่ยมดูลูกได้ทุกเมื่อ

5.แม่น้องยืนยัน ยังไงก็จะไม่กลับไปคืนดีและจะเอาลูกออกมาอยู่ด้วยเมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

“เป็นหนึ่ง” เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหา มิใช่คู่กรณีของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเราไม่มีอำนาจจะไปตัดสินว่าเด็กควรอยู่กับใครอย่างไร แต่เป็นการหารือและหาทางออกร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองเด็กทุกฝ่าย