‘วัชรินทร์’ รอง อธ.อัยการ เผยอัยการสอบสวนรับเรื่อง ‘ลุงเปี๊ยก’ ถูกขู่รับสารภาพตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย จากดีเอสไอแล้ว
เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวนและรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี “กัน จอมพลัง” พา หลานสาวลุงเปี๊ยก มาขอความเป็นธรรมต่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 (พ.ร.บ.อุ้มหาย) ว่า เท่าที่ทราบจากดีเอสไอ เมื่อได้รับเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว หลังจากสืบสวนเสร็จแล้วปรากฏว่ามีพยานหลักฐานพอสมควร ดีเอสไอก็ถือว่ารับเป็นคดีพิเศษ
นายวัชรินทร์กล่าวว่า ต้องอธิบายว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มาตรา 31 หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนตามกฎหมายดังกล่าวประกอบด้วย 1.พนักงานสอบสวนตำรวจ 2.ฝ่ายปกครอง 3.พนักงานสอบสวนดีเอสไอ และ 4.อัยการ เรื่องนี้ถ้าเกิดว่าพนักงานสอบสวนดีเอสไอรับเรื่องจากการที่มีการมาร้องทุกข์กล่าวโทษตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ถือได้เลยว่าเป็นคดีพิเศษ เป็นอำนาจของดีเอสไอโดยตรง
นายวัชรินทร์กล่าวว่า ถ้าไปดูกฎหมาย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ถ้าเป็นคดีพิเศษแล้วหน่วยงานอื่นไม่สามารถเข้าไปสอบสวนได้แล้ว เพราะฉะนั้นคดีนี้ถือว่าอยู่กับเพียงหน่วยงานเดียว แต่ถ้ามีการระดมทีมในการให้เข้ามาร่วมในการทำคดีกับดีเอสไอก็ต้องใช้หลักเกณฑ์ของกฎหมายโดยการไปขอ เช่น อาจจะให้ฝ่ายปกครองเข้ามาร่วม หรือตำรวจเข้ามาร่วม อันนี้แล้วแต่ดีเอสไอ แต่ที่สำคัญที่สุดใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ มาตรา 31 ดีเอสไอต้องทำหนังสือถึงอัยการ ให้อัยการเข้ามากำกับหรือตรวจสอบการสอบสวนในคดีนี้
นายวัชรินทร์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ดีเอสไอ โดยรักษาการอธิบดีดีเอสไอ ได้ทำหนังสือมาถึง นายกุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เป็นที่เรียบร้อยเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 31 ดังนั้น เท่ากับอัยการจะต้องเข้าไปกำกับ หรือตรวจสอบการสอบสวนในเรื่องนี้
“นายกุลธนิตอยู่ระหว่างพิจารณาในการที่จะตั้งคณะทำงานแต่งตั้งอัยการไปร่วมในการตรวจสอบ หรือกำกับการสอบสวน แต่ในขณะเดียวกันก็ทราบข่าวจากทางอัยการจังหวัดสระแก้วว่าตำรวจสระแก้วทำหนังสือถึงอัยการจังหวัดสระแก้วด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นกรณีดังกล่าวจริงก็จะเกิดมีพนักงานสอบสวนหลายท้องที่เข้าลักษณะตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มาตรา 31 จะต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะให้พนักงานสอบสวนใดเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวน
“อยากเรียนว่าบางคนไม่เข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ทำไมถึงให้อำนาจอัยการเข้าไปทำหน้าที่นี้ เนื่องจากผู้ร่างกฎหมายเห็นความสำคัญที่จะให้องค์กรอัยการเข้าไปกำกับ หรือตรวจสอบการสอบสวนในกรณีเข้าข่ายของ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะการตรวจสอบการจับกุมก็ให้อัยการและฝ่ายปกครองเป็นผู้ตรวจสอบการจับกุมตั้งแต่แรก ตามมาตรา 22 ถ้าพนักงานสอบสวนจับกุมไม่ได้ แจ้งการจับกุมและไม่มีเหตุที่จะไม่แจ้ง เพราะทุกการจับกุมต้องแจ้งให้อัยการและฝ่ายปกครองทราบ ถ้าอัยการและฝ่ายปกครองทราบก็จะได้ช่วยตรวจสอบตั้งแต่แรกว่ามีการจับกุมผู้ต้องหาไปโดยมีการทำร้ายขู่เข็ญหรือพาไปในสถานที่ที่ไม่ควรพาไปหรือไม่” นายวัชรินทร์กล่าว
นายวัชรินทร์กล่าวด้วยว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายคือต้องการตรวจสอบตั้งแต่การจับกุม ต่อมาคือถ้ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ตามมาตรา 5, 6, 7 คือเมื่อเป็นคดีแล้ว ข้อสังเกตคือพนักงานสอบสวนที่จะมีอำนาจในการสอบสวนเรื่องนี้มีทั้งตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ และฝ่ายปกครอง ถ้ามีอัยการเป็นผู้สอบสวนแล้วไม่ต้องให้อัยการมากำกับ หรือตรวจสอบ เพราะอัยการสอบสวนได้เอง แต่ถ้าหน่วยงานอื่นอีก 3 หน่วยงานสอบสวน ข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดคือต้องมีอัยการเข้ามากำกับ หรือตรวจสอบการสอบสวน
เมื่อถามมาว่า เมื่อคดีนี้ตำรวจมีการร้องในพื้นที่ถึงอัยการสระแก้วด้วยก็จะต้องให้อัยการสูงสุดชี้ขาด แต่ถ้าเกิดในพื้นที่ไม่ได้ดำเนินการเลยตั้งแต่แรกเพราะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 157 เท่านั้น และปรากฏว่าดีเอสไอทำการสอบสวนแล้วตั้งแต่แรก แนวโน้มทางดีเอสไอก็จะได้เป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวน ก็ถือว่ารับเป็นคดีพิเศษได้ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษฯถ้าเป็นคดีพิเศษแล้วถือว่าหน่วยงานอื่นไม่มีอำนาจสอบสวนแล้ว
“ขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น คดีของอดีตผู้บังคับการจังหวัดชลบุรีในการที่ถือว่าเกี่ยวพันกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน มีอัยการจากสำนักงานอัยการสูงสุด โดยสำนักงานอัยการสอบสวนเข้ามากำกับหรือตรวจสอบในคดีนี้” รองอธิบดีอัยการสอบสวนระบุ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- โฆษกดีเอสไอ เผยเหตุรับ คดีลุงเปี๊ยก เป็นคดีพิเศษ พบหลักฐานเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.อุ้มหาย
- มติอัยการ-ตำรวจ ฟันเพิ่ม ‘อดีตผู้การชลบุรี’ กับพวก คดีเป้รักผู้การ ผิด พ.ร.บ.อุ้มหาย

