โชเฟอร์แท็กซี่ น้อยใจตำรวจ ไม่แจ้งข้อหาหนักคนร้ายใช้ขวานทำร้าย หวังชิงรถ 

29.01.24 | 14:34 น.

โชเฟอร์แท็กซี่ น้อยใจตำรวจ ไม่แจ้งข้อหาหนักคนร้ายใช้ขวานทำร้าย หวังชิงรถ 

จากกรณี นายชินพัฒน์ อายุ 51 ปี ขับรถแท็กซี่ เข้าร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอด หลังได้รับบาดเจ็บจากการถูก นายสราวุฒิ อายุ 24 ปี คนร้ายในคราบผู้โดยสารใช้ขวานฟันศีรษะ ลำคอ แขน รวมถึงหน้าอก เพื่อหวังเอาทรัพย์สินแล้วชิงรถหลบหนีไป เหตุเกิดพื้นที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหามาได้ พนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา มีการแจ้งข้อกล่าวหา แค่ทำร้ายร่างกาย ซึ่งนายชินพัฒน์มองว่าเป็นพฤติกรรมหวังเอาชีวิต จึงอยากให้คนร้ายได้รับโทษถึงที่สุด

หลังรับเรื่องร้องเรียน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย ได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ให้ช่วยติดตามความคืบหน้าของคดี ได้ประสานพนักงานสอบสวนให้สอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหา นอกจากนี้อาจต้องรอผลการรักษาของแพทย์ถึงอาการบาดเจ็บของผู้เสียหายมาประกอบในสำนวนคดี

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ สภ.พระอินทร์ราชา อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา นายชินพัฒน์ อายุ 51 ปี ผู้เสียหาย พร้อมภรรยา ได้เดินทางเข้าพบกับ พ.ต.อ.ชนันท์ เปรมปลื้มจิตต์ ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา เพื่อมาติดตามความคืบหน้าของคดีหลังจากได้ออกจากโรงพยาบาล

นายชินพัฒน์เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับฟังคำชี้แจงจาก พ.ต.อ.ชนันท์ เปรมปลื้มจิตต์ ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา รู้สึกพอใจและเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ซึ่งทำงานได้รวดเร็วมากในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้

Advertisement

ก่อนหน้านี้ตนเองได้ทราบจากช่องทางสื่อต่างๆ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เกิดความน้อยใจว่าทำไมไม่มีการตั้งข้อหาพยายามฆ่าด้วย ทั้งที่ตนเองนั้นถูกคนร้ายใช้มีดกระหน่ำฟันหมายปองเอาชีวิตจนได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงกับนอนโรงพยาบาลหลายวัน จึงได้เข้าไปร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอดให้ช่วยติดตามในเรื่องของคดี

สำหรับเหตุการณ์ที่ถูกผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายและชิงรถแท็กซี่ไป ผู้ต้องหาได้ว่าจ้างตนจากพื้นที่กรุงเทพมหานครให้มาส่งที่หอพักแห่งหนึ่งใน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อมาถึงผู้ต้องหาจะจ่ายค่าโดยสารด้วยวิธีการสแกนจ่าย จึงส่งคิวอาร์โค้ดให้สแกน หลังสแกนตนได้ตรวจสอบยอดเงินพบว่าเงินเข้าบัญชีของตนเป็นจำนวนเงินแค่หลักสตางค์ จึงบอกไปว่ายอดเงินมันผิด ผู้ต้องหาจึงสแกนจ่ายใหม่อีกครั้ง ผู้ต้องหาบอกระบบโทรศัพท์มีปัญหา สแกนไม่ได้ พยายามทำหลายครั้ง ตนเริ่มผิดสังเกต ผู้ต้องหาจึงให้ขับรถพาไปหาร้านสะดวกซื้อเพื่อกดเงินจากตู้เอทีเอ็มมาจ่ายค่าโดยสาร พอไปถึงร้านสะดวกซื้อไม่มีตู้เอทีเอ็ม

จึงให้ลองโอนเงินจ่ายค่าโดยสารอีกครั้ง ไม่สามารถจ่ายได้อีก จึงขับย้อนกลับมาที่หอพักอีกครั้ง โดยผู้ต้องหาได้ทำทีโทรหาแฟนสาวที่พักอยู่ที่หอพักให้มาจ่ายค่าโดยสาร แต่แฟนสาวไม่ยอมรับสาย ตนจึงขอเบอร์มาโทรเอง พอมีคนรับจึงส่งโทรศัพท์ให้คุยกันเอง จังหวะนั้นไม่ทันได้ฟังว่ามีการพูดคุยอะไรกัน ผู้ต้องหาบอกกับตนว่าแฟนไม่อยู่ ให้ตนขับรถออกไปหาตู้เอทีเอ็มที่อื่น จนไปเจอตู้เอทีเอ็ม บอกให้ตนจอดรถข้างตู้ พอจอดรถ เหมือนมีอะไรมากระแทกที่หลังอย่างแรงจนหัวทิ่ม จากนั้นถูกทำร้ายร่างกายด้วยการใช้ขวานฟันตามร่างกาย เปิดประตูรถหนีออกมานอกรถ ผู้ต้องหาวิ่งจะมาทำร้ายร่างกายอีก วิ่งหนีวนรอบรถ คนร้ายอาศัยจังหวะไปอยู่ด้านประตูคนขับได้ขึ้นรถขับหลบหนีไป จากนั้นมีพลเมืองดีมาช่วยเหลือและพาส่งโรงพยาบาล

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติตตามจับกุมผู้ต้องหาได้ และได้ดูข่าว ทราบว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาเพียงทำร้ายร่างกาย ชิงทรัพย์เท่านั้น ซึ่งจากสภาพร่างกายของตนอาการบาดเจ็บถูกทำร้ายผู้ต้องหามีความตั้งใจที่จะฆ่าตน ด้วยความน้อยใจและไม่เข้าใจ เครียดเรื่องการรักษา จะได้รับสิทธิอะไรบ้างจึงได้ไปร้องเรียน

พ.ต.อ.ชนันท์ เปรมปลื้มจิตต์ ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา กล่าวว่า ได้พูดคุยอธิบายผู้เสียหายถึงขั้นตอนทางกฎหมาย และจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะรวบรวมพยานหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ในส่วนข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้ครั้งแรก ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ พาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชนโดยไม่มีเหตุอันควร ตามพยานหลักฐานเพื่อใช้ในการออกหมายจับผู้ต้องหา
ซึ่งในวันนี้จะมีการสอบเพิ่มเติม รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถ้าพบว่ามีหลักฐานแน่ชัด หรือพยานหลักฐานอื่น เราจะไปแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มให้กับผู้ต้องหาในเรือนจำต่อไป ในเบื้องต้นผู้ต้องหายอมรับสารภาพ