ไม่ใช่ที่สุรินทร์! พ่อแม่ เด็ก 4 ขวบ ฟ้องแพ่ง-อาญา ครูอบต.หัวหิน จับลูกแข่งใส่เสื้อผ้า
จากกรณีที่พ่อของเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ออกมาทวงถามความถูกต้องและความเหมาะสมทางสื่อออนไลน์ หลังลูกสาววัย 4 ขวบ ถูกครูศูนย์เด็กเล็ก อบต.แห่งหนึ่งที่หัวหิน จับแก้ผ้าขึ้นเวทีเล่นเกมแต่งตัว ท่ามกลางผู้ปกครองคนอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่มางานกีฬาสี โดยหลังเกิดเรื่องแค่ส่งไลน์มาขอโทษ แถมผู้ปกครองคนอื่นยังแห่ save ครู ทั้งที่เด็กถูกกระทำนั้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายสราวุธ วงศ์ทองดี หรือทนายวุธ จากสำนักงานกฎหมายสราวุธนิติธรรม พร้อมด้วย คุณพ่อ คุณแม่และเด็กหญิง 4 ขวบ ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ที่ สภ.หัวหิน เพื่อขอให้เอาผิดกับคณะครูและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ทนายสราวุธ กล่าวว่า สำหรับในเรื่องนี้ ได้มีความคืบหน้าคือการเจรจาไกล่เกลี่ยกันไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยทาง ครู และ ผอ.ศูนย์เด็กเล็ก ได้ยกมือไหว้ขอโทษ และยอมรับผิด คิดว่าจัดกิจกรรม เพียงเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก แต่ไม่ทันคิดว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเด็กและอนาจารต่อหน้าสาธารณชน พร้อมทั้งรับปากว่า จะโพสต์ข้อความเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ผ่านทางเพจของ อบต.ซึ่งมีผู้ติดตามอยู่กว่าหนึ่งพันคน แต่ปรากฎว่า ทางครูได้โพสต์ข้อความ ที่เพจของทางศูนย์เด็กเล็กฯ ที่มีผู้ติดตามแค่ 200 กว่าคนเท่านั้น ซึ่งผิดไปจากข้อตกลง

เมื่อวานนี้ตนและทางครอบครัวน้องได้รอว่าจะมีการโทรศัพท์มาพูดคุยหรือขอโทษใด ๆ เพิ่มเติมจากบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดแต่กลับไม่มี ทำให้มองว่า ไม่มีความจริงใจที่จะรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทั้งที่รับปากต่อหน้าทนาย ต่อหน้านักข่าว ซึ่งสิ่งที่รับปากนั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด
ทำให้ในวันนี้ ทางครอบครัวจึงได้เดินทางมาแจ้งความ เพื่อขอให้ดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งทั้งหมดกับคณะครูที่เกี่ยวข้อง จะเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะไม่ยอมไม่ไกล่เกลี่ยเป็นครั้งที่ 2 เพราะมีการเจรจาไกล่เกลี่ยกันไปก่อนแล้วแต่ไม่ทำเอง ต้องมองที่เด็กว่าอนาคตจะทำอย่างไร ดิจิตอลฟุตพริ้นท์ มันเกิดขึ้นมา และเด็กจะต้องเห็นภาพตัวเองวนกลับมาซ้ำ ใครจะปกป้องเด็กได้ ในอีก 10-20ปี ข้างหน้า ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก สำหรับเด็กคนหนึ่งที่ถูกถอดเสื้อขึ้นบนเวที ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว ถูกอ้างว่า จัดขึ้นส่งเสริมพัฒนาการเด็ก การถอดเสื้อผ้าควรให้เป็นหน้าที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้สอนเด็กให้เกิดการพัฒนาดีกว่า แต่จริง ๆ ในตอนแรกครอบครัวพร้อมให้อภัย แต่การแสดงความรับผิดชอบ กลับไม่เพียงพอกับการกระทำและผิดไปจากที่รับปากไว้
โดยวันนี้ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับคณะครูทั้งหมด ขอให้ไปเจรจาที่ศาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งคุณพ่อได้ตั้งผมให้ทำหน้าที่ทนายความในคดีนี้ ซึ่งตนพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ โดยในวันนี้มาแจ้งความทางอาญาก่อน และมอบคดีให้กับทางพนักงานสอบสวน ส่วนคดีละเมิด กับคดีกลุ่มผู้ปกครองที่หมิ่นประมาท ตนจะเป็นคนฟ้องเอง

ต่อกรณีที่มีการอ้างว่า ไม่ได้ให้เด็กแก้ผ้าล่อนจ้อน มีกางเกงในใส่ นั้นมีความสมเหตุสมผลหรือไป ซึ่งในประเด็นนี้ หลังเกิดเหตุ เด็ก 4 ขวบ บอกกับพ่อว่า หนูไม่ชอบถอดเสื้อต่อหน้าคนอื่น แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร ในงานวันดังกล่าว มีคนเป็นร้อย เพราะมีศูนย์เด็กเล็ก 6 ศูนย์ฯ มารวมกันทำกิจกรรม ถ้าคิดง่ายๆว่า หากในงานมีคน 100 คน มีคน 10 คน ถ่ายรูปนำไปโพสต์ แต่ละคนมีเพื่อนทางออนไลน์คนละ 100 คน เท่ากับมีคนเห็นภาพดังกล่าว เป็น 1,000 คน แล้วเพื่อนของเพื่อน ของเพื่อนอีกล่ะ คนจะมากมายขนาดใด ซึ่ง ดิจิตอลฟุตพริ้นท์ จะวนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากอนาคตเกิดการบูลลี่เรื่องดังกล่าวกับน้อง ๆ จะแบกรับความรู้สึกตัวเองได้มั้ย นี่คือสิ่งที่น่ากลัว เพราะ เราเห็นข่าวมากมาย กรณีการถูกบูลลี่แล้วไม่สามารถทนแรงกดดันได้ จนเกิดเรื่องเศร้าขึ้น
จากวันจันทร์ที่เจรจาไกล่เกลี่ยแล้วพ่อแม่ให้อภัย แต่เมื่อไม่จริงใจที่จะขอโทษ ทางพ่อแม่นอนไม่หลับ ตนในฐานะทนายความก็จะดำเนินคดีฯ ให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้องสิทธิเด็ก เพื่อเด็ก 4 ขวบคนนี้จะได้มีสิทธิเสรีภาพตามที่กฎหมายคุ้มครองไว้ โดยจะเอาคำพิพากษาของศาลมาปกป้องเขาเอง
ล่าสุดคุณพ่อให้เด็กหญิง 4 ขวบ ออกจากศูนย์เด็กเล็กดังกล่าวแล้ว และมาเรียนที่โรงเรียนอื่นแทนแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มีเงินทองมาก การย้ายโรงเรียนทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแต่แรกทางครอบครัวไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร จากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ ณ วันนี้ตนในฐานะทนายความจะฟ้องเรื่องละเมิด และเรียกค่าเสียหายทางแพ่งให้ อย่างน้อยเงินค่าเสียหายที่ได้มา จะได้มาช่วยน้องในเรื่องการศึกษาในอนาคต
น้องยังเด็ก คุณพ่อได้พยายามหากิจกรรมให้ทำ จะได้ไม่เศร้า ทำให้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปได้บ้าง แต่วันที่เกิดเหตุ น้องพูดซ้ำเรื่องไม่ชอบที่ถูกถอดเสื้อ 4-5 ครั้ง แต่เมื่อเขาโตภาพจะรีรันมาทำร้ายน้องหรือไม่ สิ่งนี้ไม่รู้
สำหรับกรณีนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาไปยังคณะครู โรงเรียนต่าง ๆ เวลาจัดกิจกรรมใด ๆ ให้คำนึงถึงเรื่องสิทธิเด็กฯ ด้วย ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ อย่างที่ จ.สุรินทร์ ก็เกิด แต่ผู้ปกครองไม่ได้ร้องเรื่องสิทธิฯ ของลูก เหมือนที่ประจวบคีรีขันธ์ จึงถือว่าที่นี่เป็นเคสสตาร์ทอัพให้ทุกคนได้ตระหนักถึงเรื่องสิทธิเด็กฯ ให้มากขึ้น


