‘ทนายตั้ม’ เข้าให้ปากคำ-หอบหลักฐาน โยงประเด็นส่วย บิ๊กตำรวจ 175 รายการ ให้พนง.สอบสวน ยัน 1 เม.ย. เเจ้งความเอาผิดฟอกเงินบิ๊กต่อ-ภรรยา-2 บัญชีม้า
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 31 มีนาคม ที่ชั้น 16 บก.ปปป. อาคารพิทักษ์สันติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ถนนพหลโยธิน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เปิดเผยก่อนเข้าให้ปากคำในฐานะผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับคณะพนักงานสอบสวนว่า วันนี้ตนเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน
โดยได้นัดหมายกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ซึ่งประเด็นที่จะมีการให้ปากคำในวันนี้จะเกี่ยวกับหลักฐานที่เคยยื่นในวันนั้น แต่วันนี้ตนมาให้การเพิ่มเติมและให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ตนได้ระบุอย่างละเอียดในคำให้การและให้ตรวจสอบหลักฐานการโอนเงินว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับไหนบ้าง ตั้งแต่ระดับชั้น พ.ต.อ. ชั้นประทวน ไปจนถึงระดับชั้น พล.ต.อ.
นอกจากนี้ ในวันจันทร์นี้ (1 เม.ย.) ตนจะเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ภรรยาของ ผบ.ตร. และบัญชีม้า 2 ราย ที่ สน.เตาปูน ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ตามที่เคยนัดหมายไว้
ส่วนเรื่องคลิปวิดีโอเสียงสนทนาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 ราย ซึ่งตนได้โพสต์ลงเพจตัวเองนั้น ทนายตั้มระบุว่า เหตุเกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ส.ค.ปี 2565 และเป็นการพูดคุยกันของชุดทีมแม่บ้านตำรวจคอมมานโดและตำรวจ ปคม. ในการเก็บส่วยคาราโอเกะย่านลาดพร้าว ซึ่งปกติ ปคม.เก็บอยู่แล้ว อัตราร้านละ 1,000 บาท 3 ร้านก็ 3,000 บาท แต่ภายหลังมีตั๋วคอมมานโดเพิ่มเข้ามาขอให้เก็บอย่างน้อยร้านละ 500 บาท รวมเป็น 4,500 บาทต่อร้าน
สำหรับประเด็นที่จะเข้าให้การกับพนักงานสอบสวนนั้น ทนายตั้มระบุว่า เรื่องมันเกิดขึ้นมาจากบัญชีม้าของ น.ส.พิมพ์พิไล (สงวนนามสกุล) ที่ถูกจับกุมในคดีเว็บพนัน BNK Master และเว็บพนัน VENUS Master รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับดาบยาว หรือ ด.ต.อภิชาติ สุวรรณเพ็ชร สังกัด กก.1 บก.สอท.2 และรองฟาง หรือ พ.ต.ท.สุรกุล ธัญสิริดำรง รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าว บก.สอท.2 สองตำรวจไซเบอร์ ลูกน้องคนสนิทของ ผบ.ตร. เรื่องการรับเงินจากเว็บพนันและเรื่องเส้นทางการเงินตามที่ตนได้เคยเผยแพร่ไว้ วันนี้ตนมาให้การเพื่อไปสู่การตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงิน และเลขบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปรากฏในรูปของสำนวนคดี
กรณีการที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ได้สั่งทีมกฎหมายถอนแจ้งความหมิ่นประมาทฯ มองอย่างไรนั้น ทนายตั้มระบุว่า วานนี้ (30 มี.ค.) ตนปากไวไปหน่อยที่พูด ณ วัดนครอินทร์ จ.นนทบุรี แล้วไปพูดว่าจะไปขอหมายศาลเรียกเอกสาร เช่น รายการเดินบัญชี (Statement) พวกเขาคงกังวลว่าตนจะไปเรียกเอกสารสำคัญอะไรมา ก็เลยมีการไปถอนฟ้อง ทำให้ตนไม่สามารถเรียกเอกสารอะไรโดยใช้หมายศาลได้ แต่ไม่เป็นไร ตนได้ระบุกับตำรวจไปแล้วว่าจะมีการเรียกทุกอย่างที่ได้มีการขอไป

อย่างไรก็ตาม การไปถอนฟ้องของคู่กรณีที่เกิดขึ้น ตนไม่ได้ไปขอให้เขาถอนฟ้อง มันไม่เกี่ยวกับการต่อรองอะไรกัน ดังนั้น การที่เขามาฟ้องเองแล้วถอนฟ้องเองก็เป็นสิทธิของเขา แต่เราก็จะดำเนินการต่อไป ตามที่ได้นัดหมายไว้ สองเรื่องคือดำเนินคดีกับตำรวจ และเรื่องส่วยที่มันสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทุกหย่อมหญ้า ตนต้องเรียกร้องให้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จัดการ อย่านิ่งเฉย เพราะทุกคนรู้เรื่องกันหมด เพราะเป็นผู้นำรัฐบาลแต่ไม่คิดมาแก้ไขอะไรเลย ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าไม่มีดีลลับ รับรองเลยว่าที่นัดหมายทุกคนไว้ว่าพรุ่งนี้จะแจ้งความก็จะไปแจ้งตามเดิม ถ้ามีดีลลับคงไม่ไปแจ้งความ
ทนายตั้มกล่าวอีกว่า นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ประสานมาขอหลักฐานเผื่อจะช่วยอะไรได้ ซึ่งตนเห็นถึงความตั้งใจของผู้นำฝ่ายค้าน วันจันทร์นี้ (1 เม.ย) ช่วงเวลา 14.00 น. ตนจะไปพบนายชัยธวัชที่รัฐสภา เพื่อให้ท่านดูหลักฐานต่างๆ ส่วนมันจะไปเชื่อมโยงกับการอภิปรายแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 ในวันที่ 3-4 เม.ย.นี้หรือไม่นั้น
ตนไม่ทราบว่าเขาจะอภิปรายเรื่องอะไรกันบ้าง แต่ถ้าข้อมูลของตนเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ตนก็พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายของรัฐบางหรือฝ่ายค้าน แต่เพราะว่าทางหัวหน้ารัฐบาลเขาไม่ได้สนใจเรื่องส่วย ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านเขาสนใจ จึงประสานตนในเรื่องที่เคยแถลง
ทนายตั้มกล่าวอีกว่า สำหรับในเรื่องของความปลอดภัยในวันนี้ยังไม่มีใครมาขับขี่ตามรถของตน แต่ตนก็ยังต้องระมัดระวัง ตนไปเล่นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีนายตำรวจมากกว่า 100,000 ราย ทั้งนี้ เมื่อให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น ทนายตั้มได้เดินมายังบริเวณด้านหน้าศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก่อนเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน โดยมี พ.ต.ท.พงศ์ปณต บัวแก้ว รอง ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.ปปป. ดำเนินการสอบปากคำ และทนายตั้มได้ยื่นเอกสารหลักฐานเรื่องส่วย รวมทั้งหมด 175 รายการ

