เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) ตั้งแต่ช่วงเช้ามีสื่อมวลชนหลายสำนักมาเฝ้ารอติดตามรายงานความคืบหน้าของคดีเครือข่ายรถหรูของนายไซซะนะ แก้วพิมพา เจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ของลาว หลังเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ทางบช.ปส.ได้ประชุม3 ฝ่าย ได้แก่ บช.ปส. ,สำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันการฟอกเงิน(ปปง.) ได้มอบหมายงานให้แต่ละฝ่ายไปรวบรวมข้อมูล คาดว่าต้องใช้ระยะเวลา จึงยังไม่มีรายงานว่าจะมีการประชุมความคืบหน้า
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามความคืบหน้ากับพล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(รองผบช.ปส.) เปิดเผยว่า วันนี้ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนเรียกตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างน้อย 2 คน มาที่บก.ปส. ซึ่งความชัดเจนของการสอบปากคำบุคคลที่จะเชิญมาทั้งหมด และการพิจารณาเอกสารหลักฐานจะทราบความชัดเจนได้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ส่วนตำรวจ 3 นาย ที่มีภาพปรากฏคู่กับนายไซซะนะนั้น ขณะนี้เรื่องอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ด้านพล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รองผบช.ปส. ดูแลงานด้านการสอบสวนในคดีนี้ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ประสานเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ทั้งเจ้าของเต๊นท์รถย่านพระราม3 ที่อาจจะทราบที่มาของรถลัมโบร์กีนี สีเทา ของนายอัครกิตต์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง และลูกน้อง นายณัฐพล นาคคำ หรือบอย ที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมของนายบอย น.ส.ธัญรัตน์ วีระเดช ชาวจ.ลำพูน ซึ่งเป็นเจ้าของทะเบียนรถ กจ 51 กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ น.ส.ธัญรัตน์ ได้ขอเลื่อนการเข้าให้ข้อมูล และบุคคลที่อยู่ในวงการรถยนต์ โดยจะต้องพิจารณาจากการให้ปากคำ และหลักฐานของระบบการเงินจากธนาคาร นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของนายเบนซ์ เบื้องต้นพบว่ามี 3 บุคคลที่มีการสลับกันโอนเงินเข้าบัญชีในแต่ละเดือน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะยังไม่มีการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของแต่ละบุคคล เพราะหากต้องตรวจจะต้องทำหนังสือจากบช.ปส. เพื่อขอตรวจสอบรายละเอียด ซึ่งจะทำให้บุคคลที่ถูกตรวจสอบอาจได้รับผลกระทบหรือความเสียหายได้ จึงต้องขอตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน
เมื่อถามว่ารถลัมโบร์กีนีที่ตรวจยึดมาเป็นของใคร ทางพล.ต.ต.ชาตรี เปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับนายบอยรับว่ารถเป็นของนายบอย โดยมีชื่อนายเบนซ์เป็นเจ้าของ
“วันนี้ได้นัดหมายมา3คน มี น.ส.ธัญรัตน์ วีระเดช เจ้าของรถโฟล์คและเป็นเจ้าของป้ายทะเบียน กจ 51 กรุงเทพมหานคร ตรงกับป้ายทะเบียนรถลัมโบร์กีนีที่เบนซ์ เรซซิ่ง ครอบครองอยู่ ,เจ้าของเต๊นท์รถย่านพระราม3 ที่เบนซ์ ซื้อรถลัมโบร์กีนีคันดังกล่าว และนายไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพอยท์ นักธุรกิจชื่อดังและเป็นลูกชายอดีตนักการเมือง”พล.ต.ต.ชาตรีกล่าว
พล.ต.ต.ชาตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นการซักถามนั้นในส่วนของนายไผ่ จะถามในประเด็นความใกล้ชิดสนิทสนม เนื่องจากตำรวจพบข้อมูลว่านายไผ่รู้จักกับนายบอย แต่เป็นไปได้ว่าทั้งคู่จะรู้จักกันเนื่องจากชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน และนายไผ่ทำธุรกิจจึงอาจให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการตกแต่งรถ จึงต้องเชิญมาให้ข้อมูลเพื่อให้กระจ่าง ขณะที่ในส่วนของเจ้าของเต็นท์รถนั้น ตำรวจได้ข้อมูลว่านายบอยและเบนซ์ไปซื้อรถคันดังกล่าวด้วยกัน จึงต้องสอบถามเจ้าของเต็นท์ว่าใครมีพฤติการณ์เป็นผู้เลือกรถและตัดสินใจว่าจะซื้อกันแน่ เนื่องจากการพูดคุยกับนายบอยและเบนซ์นั้น ให้การไม่ตรงกัน โดยเบนซ์อ้างว่าเป็นเจ้าของรถพร้อมยืมเงินนายบอย6ล้านบาท เพื่อไปดาวน์รถและใช้คืนไปแล้วบางส่วน ขณะที่นายบอยอ้างว่าเป็นเจ้าของรถ โดยเป็นผู้ออกเงิน แต่ยืมชื่อเบนซ์ซื้อเท่านั้น
พล.ต.ต.ชาตรี กล่าวอีกว่า หากในวันนี้ทั้ง 3 คนยังไม่ติดต่อกลับมาหรือเข้าให้ข้อมูล ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ตำรวจจะพิจารณาออกหมายเรียก หากครบ2ครั้งจะออกหมายจับตามขั้นตอนทันที ในส่วนของเบนซ์นั้นตำรวจจะนัดมาให้ปากคำเพิ่มเติมภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากยังมีข้อข้องใจในบางส่วน ประกอบกับเอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามตำรวจได้สอบปากคำลูกน้องนายณัฐพลไปแล้วในเบื้องต้น หลังพบความเชื่อมโยงแต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

