เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รองผบช.ปส. ดูแลงานด้านการสอบสวน เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติ “ชัยยะ สยบไพรี 60/2” ว่า วันนี้ทีมพนักงานสอบสวนได้นัดหมายให้นายเอก บลูโน่ เจ้าของเต๊นท์รถบลูโน่ ออโต้ คลินิก (Buono Auto Clinic) ย่านพระราม 3 เข้าให้ปากคำ เพราะเป็นบุคคลที่หารถมาให้บุคคลที่ตำรวจสงสัย สอบปากคำแล้วคงจะได้รายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ส่วนน.ส.ธัญรัตน์ วีระเดช ชาวจ.ลำพูน ซึ่งเป็นเจ้าของทะเบียนรถ กจ 51 กรุงเทพมหานคร ได้มาพร้อมสามีเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่แล้วครั้งหนึ่ง จากการให้ข้อมูลทราบว่าสามีที่เป็นช่างแต่งจูนเครื่อง เป็นคนจัดการเรื่องเองทั้งหมดโดยใช้ชื่อภรรยาในการซื้อรถโฟล์คมาจากนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช “เบนซ์ เรซซิ่ง” การซื้อรถทางเบนซ์ได้ขอหมายเลขทะเบียน กจ 51 กรุงเทพมหานคร ไว้ รถโฟล์คจึงใช้ทะเบียนอื่นอยู่ ซึ่งสามีของน.ส.ธัญรัตน์มีความเกี่ยวข้องกับนายบอยแต่ยังไม่พบพิรุธใด โดยสามีของน.ส.ธัญรัตน์จะไปจูนรถให้ และเคยไปพักอพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่งที่เคยเป็นที่อยู่ของนายบอยมาก่อน แต่ยังไม่พบว่าทำธุรกิจร่วมกัน อย่างไรก็ตามจะประสานให้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง
พล.ต.ต.ชาตรี เปิดเผยอีกว่า ไม่เข้าใจว่าเจ้าตัวจะคิดอย่างไร แต่แปลกที่คนในวงการรถขอให้คนที่ไม่อยู่ในวงการมาช่วยหารถให้ ส่วนที่นายเบนซ์ออกมาบอกว่าปีที่ผ่านมามีรายได้จากการซื้อขายรถซุปเปอร์คาร์จำนวนหลายคัน แต่ตรวจสอบแล้วไม่ได้มีการเสียภาษี ซึ่งจะต้องตรวจสอบรายละเอียดในส่วนนี้ต่อไป
พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รองผบช.ปส. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจยึดทรัพย์สินเครือข่ายนายไซซะนะ แก้วพิมพา นักค้ายาเสพติด ชาวลาว ที่ถูกตำรวจจับกุมตัวใครก่อนหน้านี้ ว่าเบื้องต้น ป.ป.ส. จะสามารถสรุปรายการอายัดทรัพย์สินได้ทันภายในวนที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ส่วนเรื่องการตรวจสอบบัญชีและเส้นทางการเงินของขบวนการค้ายาเสพติดดังกล่าว อาจทราบความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า เนื่องจากมีบัญชีรายการทรัพย์สินเป็นจำนวนมากจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเพิ่มเติมอีกระยะหนึ่ง ส่วนกรณีการเรียกสอบปากคำพยานหรือผู้ต้องสงสัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถือครองทรัพย์สินของเครือข่าย นายไซซะนะ คณะพนักงานสอบสวนได้เรียกสอบปากคำพยานไป 3 ปาก คือ ไผ่ วันพอยท์ เจ๋ง วันพอยท์ และน.ส.ธัญรัตน์ วีระเดช ส่วนจะต้องเรียกสอบพยานหรือผู้ต้องสงสัยรายใดเพิ่ม คณะพนักงานสอบสวนจะพิจารณาจากพยานหลักฐานทางการสืบสวน และผลคำให้การพยานปากต่างๆ ที่ผ่านมา และยังระบุไม่ได้ว่าจำเป็นต้องเรียกสอบปากคำ แพท ณปภา ตันตระกูล ดาราสาวหรือไม่ ส่วนกรณีของนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเชิญเข้าให้ปากคำอีกครั้ง ในฐานะผู้ต้องสงสัย
ต่อมาเวลา 12.00 น. นายณัฐวัฒน์ ห่วงมณี เดินทางมาถึง บก.ปส. จนถึง เวลา 14.30 น. ภายหลังการสอบปากคำ นายณัฐวัฒน์ ห่วงมณีกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ตนมาตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัว ซึ่งได้สอบปากคำกรณีของรถเท่านั้น เตรียมเอกสารเป็นสำเนาทะเบียนรถเข้ามายืนยันว่ารถลัมโบร์กินีนั้นได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งชื่อผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวเป็นชื่อของไฟแนนซ์
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารู้จักนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือเบนซ์ และนายณัฐพล หรือ บอย นาคคำ นายณัฐวัฒน์ไม่ตอบคำถามใด ๆ ก่อนที่จะเดินกลับไป
ด้านพล.ต.ท.สมหมาย กล่าว ว่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการอายัดรถต้องสงสัยเป็นรถหรูจำนวน 3 คัน มูลค่าคันละประมาณ 20 ล้านบาท ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในย่านประชาชื่น และพื้นที่ปริมณฑลอีก 2 แห่ง หลังจากทีมชุดคลี่คลายคดีสืบทราบเบาะแสว่ารถทั้ง 3 คันดังกล่าวน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือเบนซ์ และนายณัฐพล หรือ บอย นาคคำ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องอายัดรถทั้ง 3 คันดังกล่าวมาทำการตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่ได้มาจากขบวนการยาเสพติดหรือไม่ต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่าสำหรับรถหรูที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ2 ใน 3คันนั้น ถูกพบที่อาคารจอดรถของคอนโดบ้านประชานิเวศน์ 1 ถนนเทศบาลนิมิตรเหนือ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. โดยคันหนึ่งเป็นรถลัมโบร์กีนี กัลลาโด สีส้มและอีกคันเป็นรถเบนท์ลี่ย์ สีดำ ทั้ง2 คันไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งตำรวจมาตรวจสอบหลังจากมีพลเมืองดีโทรศัพท์แจ้งเบาะแสว่ามีรถหรูจอดอยู่ 2 คัน
ข่าวแจ้งอีกว่า จากการสอบถามเจ้าหน้าที่คอนโดฯดังกล่าวทราบว่า รถหรูทั้ง 2 คันนั้น ถูกตำรวจ ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปจร.น.) ยึดมาจากการกระทำความผิด ตั้งแต่ ปี2557-2558 พร้อมเช่าพื้นที่ดังกล่าวจอดรถทั้ง 2 คัน ระหว่างดำเนินคดีเท่านั้น อย่างไรก็ตามอยู่ระหว่างประสานตำรวจศปจร.ชุดจับกุมดังกล่าวเพื่อนำเอกสารและข้อมูลทางคดีมายืนยันว่ารถหรูทั้ง2 คันถูกอายัดไว้ดำเนินคดีก่อนหน้านี้แล้วแก่พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส.เพื่อให้กระจ่าง ทั้งนี้ตำรวจปช.ปส.ไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถหรูทั้ง 2 คันได้ เนื่องจากอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของตำรวจศปจร.


