อัยการชี้คดีครูจอมทรัพย์ หากพิพากษากลับได้รับค่าทดแทนติดคุก 500 บ./วัน ชี้ช่องว่างคดีแพ่งรื้อไม่ได้ เล็งชงกฏหมายอำนวยสะดวกปชช

8.02.17 | 17:18 น.

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงคดีที่ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียน จังหวัดสกลนคร ที่ได้ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน ฐานขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อปี 2548 แต่หลังจำคุกได้ 1 ปี 6 เดือน ได้รับการอภัยโทษออกมาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 ภายหลังได้ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม อ้างว่าตกเป็นแพะ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลจังหวัดนครพนม รับคำร้องรื้อฟื้นคดี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 และศาลจังหวัดนครพนม ได้นัดสืบพยาน ทั้งผู้ร้อง และผู้คัดค้าน ว่า การยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดี และมีสิทธิที่จะยื่นขอรับค่าทดแทน หรือขอรับสิทธิที่บุคคลนั้นไปอันเป็นผลโดยตรงจากคำพิพากษานั้นคืนได้ ในกรณีที่หากที่สุดแล้วศาลฎีกาพิพากษาว่า นางจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำ ผิด ในเรื่องการกำหนดค่าทดแทนในกรณีต้องรับโทษจำคุกนั้น พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 14 กำหนดให้ได้รับค่าทดแทนเป็นเงินโดยคำนวณจากวันที่ถูกจำคุกในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับการกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 กำหนดว่า การกักขังแทนค่าปรับให้ถืออัตรา 500 บาท ต่อหนึ่งวัน อย่างไรก็ตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 มาตรา 21 ได้กำหนดค่าทดแทนกรณีอื่น ๆ เพิ่มเติมไว้ด้วย เช่น ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างถูกดำเนินคดี ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินคดี ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล และกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลผู้นั้นไม่ได้กระทำความผิดและศาลได้กำหนดค่าทดแทนให้แล้ว กระทรวงการคลังจะเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าทดแทน ดังกล่าว

ส่วนที่ นางจอมทรัพย์ที่ถูกคำสั่งไล่ออกจากราชการเพราะถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิดจึงเป็น คำสั่งทางปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองไล่นางจอมทรัพย์ออกจากราชการย่อมสามารถเพิกถอนคำสั่งไล่ออกจากราชการนี้ได้ โดย โดยนางจอมทรัพย์จะต้องไปยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งไล่ออกจากราชการพิจารณาเพิกถอนคำสั่งไล่ออกจากราชการภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำความผิด

นายธนกฤต กล่าวต่อว่า กฎหมายกำหนดการขอรื้อฟื้นคดีในกรณีของพยานหลักฐานเท็จหรือปลอม หรือมีพยานหลักฐานใหม่ไว้เฉพาะในคดีอาญา และในคดีปกครองก็ได้บัญญัติเรื่องการรื้อฟื้นคดีปกครองขึ้นพิจารณาใหม่ ในกรณีที่ศาลปกครองฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ โดยให้สิทธิคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุที่อาจขอให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ แต่ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด แต่กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดเรื่องการขอรื้อฟื้นคดีในกรณีของพยานหลักฐานเท็จหรือปลอม หรือมีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปไว้ในคดีแพ่ง ทั้งที่กรณีดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในคดีแพ่งเช่นเดียวกับในคดีอาญาและคดีปกครอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไทยบัญญัติเรื่องการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้เฉพาะกรณีคู่ความขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเท่านั้น แต่ไม่ได้บัญญัติรองรับเรื่องคำพิพากษาของศาลผิดพลาดเพราะพยานหลักฐานเท็จหรือปลอม หรือมีพยานหลักฐานใหม่ที่จะทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปไว้ด้วย ในเรื่องนี้จะมีความแตกต่างจากกฎหมายของต่างประเทศที่บัญญัติเรื่องการขอพิจารณาคดีใหม่หรือการรื้อฟื้นคดีแพ่งขึ้นพิจารณาใหม่ โดยมีขอบเขตที่กว้างกว่ากฎหมายไทย อย่างเช่น ในกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี บัญญัติเรื่องการการรื้อฟื้นคดีแพ่งขึ้นพิจารณาใหม่นอกเหนือจากกรณีคู่ความขาดนัดไว้ในกรณีคือ 1.การค้นพบพยานหลักฐานใหม่ ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น คู่ความในคดีต้องไม่ทราบถึงพยานหลักฐานใหม่นั้นในระหว่างพิจารณาคดีเดิม และพยานหลักฐานใหม่มีความสำคัญทำให้คำพิพากษาของศาลเปลี่ยนแปลงไป 2.คำพิพากษาศาลผิดพลาดเพราะพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จหรือศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ 3.ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดพลาด

“ดังนั้น การรื้อฟื้นคดีแพ่งขึ้นพิจารณาใหม่จึงนับว่าเป็นช่องว่างของกฎหมายไทยและเป็นกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งของไทยที่ถูกมองข้าม ทั้งที่คดีแพ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนไทยไม่น้อยไปกว่าคดีอาญา ถ้ามีการแก้ไขกฎหมายโดยบัญญัติเรื่องการรื้อฟื้นคดีแพ่งขึ้นพิจารณาใหม่ในกรณีพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จ หรือกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปรวมทั้งกรณีที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดพลาดดังกล่าว ก็จะเป็นการอำนวยความยุติธรรม คุ้มครองสิทธิและประโยชน์ให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายได้มากขึ้น ในฐานะผมที่เป็นอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของวิธีพิจารณาความแพ่งสากล สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็จะได้เสนอเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเรื่องการรื้อฟื้นคดีแพ่งขึ้นพิจารณาใหม่นี้ให้คณะอนุกรรมการ ฯ พิจารณาด้วย”นายธนกฤต กล่าวและว่า กรณีที่คำพิพากษาของศาลในคดีแพ่ง ผิดพลาดเพราะพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จ หรือศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ หรือศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดพลาด กลับไม่สามารถนำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 และมาตรา 27มาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ เพราะมาตรา 143 รองรับเรื่องการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนมาตรา 27 ก็ใช้สำหรับการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งต้องกระทำก่อนมีคำพิพากษาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น ดังนั้น หากคดีนั้นเป็นคดีที่ไม่สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ตามกฎหมายแล้ว คู่ความในคดีย่อมไม่มีโอกาสได้รับการแก้ไขและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น