จับ สัน หนองเสือ เปิดบัญชีม้าแก๊งคอล แก๊งตุ๋นอ้างเป็นตร.ลวงหนุ่มสูญ 7 ล้าน

18.05.24 | 12:56 น.

จับ สัน หนองเสือ เปิดบัญชีม้าแก๊งคอล แก๊งตุ๋นอ้างเป็นตร.ลวงหนุ่มสูญ 7 ล้าน


เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.ฯ พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ พ.ต.ท.พัชรพงษ์ กาญจนวัฎศรี พ.ต.ท.นิธิ ปิยะพันธุ์ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส. นำโดย พ.ต.ท.พิทักษ์ ศรีกะแจะ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ พร้อมชุดปฏิบัติการที่ 3 จับกุม นายรังสรรค์ สำเภา อายุ 50 ปี ที่อยู่ 364/40 หมู่ 6 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี หรือฉายา สัน หนองเสือ

โดยพบว่ามีหมายจับ 4 หมาย ประกอบด้วย 1.หมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 588/ 2565 ลงวันที่ 21 ก.ย.65 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลคนอื่นและโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น”

2.ตามหมายจับศาลจังหวัดราชบุรี ที่ จ.113/2566 ลงวันที่ 7 มี.ค.66 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

Advertisement

3.ตามหมายจับศาลจังหวัดบึงกาฬ ที่ 56/2566 ลงวันที่ 20 ก.พ.66 ข้อหา “สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง”

4.ตามหมายจับศาลแขวงสระบุรี ที่ จ.55/2566 ลงวันที่ 28 มี.ค.66 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง โดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 เวลา 15.00 น. ขณะที่ผู้เสียหายทำงาน มีโทรศัพท์ติดต่อมาหาตนเองแจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ DHL แจ้งว่ามีพัสดุของผู้เสียหายตีกลับ จากนั้นมิจฉาชีพที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ DHL ต่อสายสนทนาให้คุยกับเจ้าหน้าที่ที่อ้างว่าเป็น DHL สาขา จ.เชียงใหม่ อ้างว่าพัสดุที่ตีกลับตอนนี้ตกค้างยังกรมศุลกากรรับพัสดุไว้

อ้างว่าในพัสดุที่เป็นชื่อผู้เสียหายชิ้นนี้ตรวจพบมีสมุดเดินทาง 14 เล่ม และบัตร ATM 18 ใบ ซุกซ่อนในกล่องพัสดุ ต้องทำการตรวจสอบและส่งรายงานให้ สภ.เมืองเชียงใหม่ จากนั้นจึงมีการติดต่อจากมิจฉาชีพอ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อมาเพื่อให้ผู้เสียหายพูดคุยทางแอพพลิเคชั่นไลน์ และแอบอ้างชื่อ พ.ต.ต.สราวุฒิ คละไฮ แจ้งว่าผู้เสียหายมีคดีเกี่ยวกับการฟอกเงิน

เนื่องจากตอนนี้ได้จับกุมคนร้ายพบเส้นการเงินสัมพันธ์กับผู้เสียหาย จากนั้นมิจฉาชีพที่อ้างตนเป็น พ.ต.ต.สราวุฒิ คละไฮ ส่งบัตรประจำตัวพร้อมหมายศาลมาทางไลน์ให้ผู้เสียหายดู และแจ้งผู้เสียหายว่าจะต้องอายัดทรัพย์สินของตนทันที ต้องทำการโอนเงินให้ ปปง.ตรวจสอบ มิจฉาชีพยังแจ้งว่าหากโอนมาให้ตรวจสอบเสร็จสิ้นจะโอนกลับให้ผู้เสียหาย

ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อเนื่องจากวิตกกังวลว่าตนจะถูกดำเนินคดีอาญาฟอกเงิน อีกทั้งเชื่ออย่างสนิทใจเพราะมีการแสดงบัตรและเอกสารหน้าหมายศาล ผู้เสียหายโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของตนเข้าบัญชีผู้ต้องหา 20 ครั้ง มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 7,357,000 บาท จากนั้นภายหลังที่ผู้เสียหายโอนเงินครบเสร็จสิ้นมิจฉาชีพมีการบล็อกการสนทนาทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ทำให้ผู้เสียหายคิดว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกลวง จึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม เพื่อดำเนินการสอบสวน สืบทราบว่าบัญชีปลายทางดังกล่าวจดทะเบียนในชื่อของ นายกันตพัฒน์ อายุ 29 ปี (ควบคุมตัวแล้ว) และนายรังสรรค์ อายุ 50 ปี ผู้ต้องที่ถูกจับวันนี้

เบื้องต้นในชั้นการจับกุมผู้ต้องหารับว่าตนเป็นบุคคลตามหน้าหมายจับจริง ปัจจุบันอายุ 50 ปี ให้การรับสารภาพว่าเปิดบัญชีให้กลุ่มนายทุนที่รู้จักกัน เล่าว่าช่วงสถานการณ์โควิดในปี 2563 ตนตกงาน ไม่มีงานทำ ทำให้ขัดสนค่าเช่าบ้าน เมื่อมีกลุ่มนายทุนในชุมชนมาเสนอเงื่อนไขว่า “หากตนขายบัญชีธนาคารพร้อมซิมโทรศัพท์มือถือ 5 ซิม” นายทุนดังกล่าวจะชำระค่าเช่าบ้านให้ด้วยเงินเพียง 3,000 บาท (โดยตนไม่ได้เปิด ATM) มีเพียงบัญชีธนาคารพร้อมซิมโทรศัพท์ 5 หมายเลข

ผู้ต้องหายังให้การว่า ผู้ชักชวนดังกล่าวพาตนไปที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ บ้าน จากนั้นใช้บัตรประชาชนของตนจดทะเบียนซิมพร้อมตน ยอมรับว่าตนเป็นผู้สแกนใบหน้าด้วยการยืนยันบัตรประชาชนด้วยตนเองจริง

จากนั้นตนก็ไม่ได้ติดต่อกับทางผู้ชักชวนอีกเลย จนช่วงปลายปี 2566 ตนได้ทราบข่าวว่านายทุนดังกล่าวที่ตระเวนหาคนเปิดบัญชีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้ว ปัจจุบันลูกชายอายุ 30 ปี ก็ตกเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำด้วยความผิดฐานเดียวกัน เนื่องจากขายบัญชีพร้อมๆ กันให้กลุ่มนายทุนที่นำไปกระทำความผิดเดียวกัน ผู้ต้องหายังบอกอีกว่าตนทราบว่ามีหมายเรียกมายังบ้านที่ตนพักอาศัยตามที่อยู่ทะเบียนบ้าน แต่ตนก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นคดีความที่นำมาสู่ความผิดได้จริง จึงไม่ได้ไปตามหมายเรียก พอตนว่างงานก็ตระเวนหาสมัครงาน จนในวันนี้เดินทางจากหนองเสือ จ.ปทุมธานี เข้ามาสุขุมวิทเพื่อหางานทำ