นายกฯ ไม่ขอตอบรายละเอียดเรื่องคำสั่งกฤษฎีกาให้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ออกราชการไว้ก่อน
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 30 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และประธาน ก.ตร. เข้าร่วมประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 4/2567 ประกอบด้วยการประชุม 5 วาระ วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ, วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 3/2567, วาระที่ 3 เรื่องที่เสนอเพื่อทราบ เรื่องที่ 1 รายงานการดำเนินการของ อ.ก.ตร.วินัย ที่ ก.ตร.มอบหมายให้ทำการแทน เรื่องที่ 2 รายงานสถิติข้อมูลการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2564 และกฎ ก.ตร.ว่าด้วยจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2566 ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 (ระหว่างเดือน เม.ย.-ก.ย.66) เรื่องที่ 3 ขอสำเนารายงานการประชุม ก.ตร., วาระที่ 4 เรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณา เรื่องที่ 1 การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเกี่ยวกับอัตรากำลังพลในกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวน เรื่องที่ 2 การกำหนดกรอบอัตราพัสดุ ระดับสถานีตำรวจ กองบังคับการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรจังหวัด เรื่องที่ 3 การจัดทำคำขออนุมัติกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2568-2571) เรื่องที่ 4 การมอบหมายให้ชี้แจงเรื่องร้องทุกข์ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อ ก.พ.ค.ตร., และวาระที่ 5 เรื่องอื่นๆ อีกทั้งยังมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 1/2567 ร่วมด้วย
ต่อมาในเวลา 17.20 น. ภายหลังจากการประชุม นายเศรษฐากล่าวถึงกรณีคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีบันทึกความเห็นกรณีการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น มีการหยิบยกมาพูดในการประชุมครั้งนี้ด้วย แต่ในรายละเอียดของเรื่องนี้นั้นตนจะให้รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เปิดเผยแทน

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวนายเชาวลิต ทองด้วง หรือเสี่ยแป้ง นาโหนดนั้น ทั้งนี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียพรุ่งนี้ (31 พ.ค.) ด้วยตัวเองเพื่อไปรับตัว ส่วนจะนำมาดำเนินคดีในประเทศไทยหรือไม่นั้น ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนรายละเอียด เช่น จะนำตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยหรือไม่ และคดีที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย เช่น ปลอมแปลงหนังสือเดินทางและวิวาทกับผู้หญิงอินโดนีเซีย ส่วนตัวไม่ทราบ รวมถึงไม่ทราบว่าประเทศไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับทางประเทศอินโดนีเซียหรือไม่
ส่วนข่าวที่ว่าอาจมีตำรวจหญิงบางคนเข้าไปมีส่วนช่วย แป้ง นาโหนด หลบหนี ส่วนตัวยังไม่ทราบรายงาน แต่การสอบสวนทุกอย่างก็ต้องให้เป็นไปในเชิงลึกและต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย
ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีการพิจารณากฤษฎีกาตีความเรื่องการออกจากราชการไว้ก่อนของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า ในวาระนั้นตนไม่ได้นั่งอยู่ในที่ประชุม เนื่องจากอาจจะมีการพิจารณาที่ไม่เป็นกลางได้ เพราะตนเป็นผู้ออกคำสั่งออกจากราชการ เมื่อเป็นผู้ออกคำสั่งหากชี้แจงอะไรเกรงว่าอาจจะเข้าข้างตัวเอง เพราะกฎหมายหมายถึงตนอาจเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสีย

ส่วนคำสั่งออกจากราชการไว้ก่อนนั้นที่ผ่านมาตนไม่ได้พูดว่ามั่นใจในตัวคำสั่งเพราะเป็นการพิจารณาตามที่ฝ่ายอำนวยการได้เสนอตามข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย และยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินตามขั้นตอนกฎหมายพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติปี 2565 จากนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กับสำนักนายกรัฐมนตรี ในทางกฎหมายเป็นกระบวนการขั้นตอนที่ดำเนินการตามมาตรา 140 ส่วนจะสมบูรณ์หรือไม่นั้น ตนเองก็ไม่สามารถให้คำนิยามคำนี้ได้
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า โดยตามมาตรา 120 ต้องรอผลการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดสืบสวน และจากคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) รวมทั้งจะมีการพิจารณาตามมาตรา 131 เรื่องบทลงโทษ โดยยืนยันว่ามีการพิจารณาตามขั้นตอนที่จะนำไปสู่มาตรา 140 คือการทูลเกล้าฯ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่กฤษฎีกาฯตีความประเด็นออกจากราชการไว้ก่อนส่งกลับมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการเพลี่ยงพล้ำหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า ไม่เพลี่ยงพล้ำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมาย ตามมาตรา 140
ส่วนสถานะของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย การที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน กระบวนการต่างๆ พิจารณาตามกฎหมาย ถ้าถามว่าสถานะเป็นอย่างไร คำตอบคืออยู่ในกระบวนการปฏิบัติที่ดำเนินการอยู่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่หยุดปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากคำสั่งออกจากราชการ
เมื่อถามย้ำว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์สามารถเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า ท่านน่าจะพิจารณาเองได้
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐยังกล่าวยืนยันในตอนท้ายว่า ไม่หนักใจในการทำหน้าที่ โดยเฉพาะการลงนามคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่ให้จนถึงที่สุดให้ดี จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงในอนาคต

