บิ๊กหลวง เล่าเบื้องลึก ปม ‘แป้ง นาโหนด’ เปลี่ยนชื่อ หลบหนี เร่งล่าขบวนการเชื่อมโยงค้ายา

2.06.24 | 18:24 น.

แป้ง นาโหนด ถึงกับยกนิ้วโป้ง เจ๋งจริง ให้ ‘พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง’ รมว.ยุติธรรม บิ๊กหลวงแถลง ผลการจับกุมตัวนายเชาวลิต กับทางการอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามเวลาท้องถิ่น กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.ประจวบ วงษ์สุข รรท.รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. เข้าพบ พล.ต.กฤษณะ มูรติ พ.อ.ออดี้ เลทูเฮรู และทางการอินโดนีเซีย เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับคดีการจับกุมนายเชาวลิต ทองด้วง หรือเสี่ยแป้ง นาโหนด และเรื่องยาเสพติด ตลอดจนอาชญากรรมอื่นๆ อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการหารือเสร็จสิ้น คณะ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้แยกเดินทางมาสอบสวนเสี่ยแป้ง นาโหนด ที่ถูกตำรวจอินโดนีเซียควบคุมตัวไว้ ซึ่งประโยคเด็ดที่นายเชาวลิตพูดคือ ผมยอมรับเลยครับท่านเจ๋งจริง ขนาดผมบินไปบาหลียังตามไปจับได้ ยอมรับท่านรัฐมนตรียุติธรรมเลย พร้อมกับยกนิ้วโป้ง 2 ข้างให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

พ.ต.อ.ทวีได้สอบถามและพูดคุยกับนายเชาวลิต ทั้งนี้ บางช่วง พ.ต.อ.ทวียืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรม พร้อมระบุว่าจะนำตัวนายเชาวลิตกลับไปดำเนินคดีที่ไทยในวันอังคารที่ 4 มิ.ย.นี้ โดยเริ่มแรกจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชก่อน จากนั้นค่อยพาเข้ากรุงเทพฯ ขณะที่นายเชาวลิตได้กล่าวขอกับ รมว.ยุติธรรมว่าในคดีที่ตนนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็อยากจะให้คดีขึ้นกับศาลอาญากรุงเทพ พร้อมรับปากว่าจะยอมรับทั้งหมดเลย ไม่ต่อสู้อะไรอีก

Advertisement

ทั้งนี้ ระหว่างเซ็นเอกสาร นายเชาวลิตถูกตำรวจไทยแซวว่า ตำนานมีครั้งเดียว ep.แรก หนีไปไหน เจ้าตัวตอบว่า อินเดีย ส่วน ep.2 อินโดนีเซีย ที่เดียว

ขณะเดียวกัน นายเชาวลิตบอกกับตำรวจต่อไปว่า “คนที่บาหลีแจ้งจับผม น้องเขาพอรู้ว่าผมเป็นผู้ต้องหา เขาก็เลยหนีไป เพราะตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นผู้ต้องหาหนีมา”

นายเชาวลิตยังพูดกับ พ.ต.อ.ทวีอีกว่า “นายโดนหลอกค่าเงินรางวัลนำจับหรือไม่ครับ ใครเป็นคนแจ้ง” ซึ่ง พ.ต.อ.ทวีเอามือลูบไหล่นายเชาวลิต พร้อมพูดว่า ไม่มีเงินรางวัล เดี๋ยวจะตั้งคนมาดูแล ไม่รังแก ให้ความเป็นธรรม

นายเชาวลิตจึงตอบไปว่า “ที่ผมรับสารภาพ ที่ศาลพัทลุง คดีไอ้พวกนั้นถูกทุบหัว ผมวิ่งเข้าไปช่วย นึกว่าคนร้ายวิ่งมา ผมไม่โกหกเลย ถ้าผมพูดอย่าให้มันมีชีวิตอยู่ ผมวิ่งเข้าไปช่วยแล้วยิงปืนขึ้นฟ้า บอกให้เขาหยุด แล้วก็ไปจับมาได้มาส่งตำรวจ แต่ผมถูกจับ ตัดสินตลอดชีวิตคดีนี้” พ.ต.อ.ทวีจึงบอกไปว่า เดี๋ยววันอังคารจะให้สิทธิญาติมาเยี่ยมได้ นายเชาวลิตจึงพูดขึ้นว่า “เมียก็เลิกไปแล้ว ทีนี้ไม่รู้ว่าใครแล้ว”

จากนั้น พ.ต.อ.ทวีแซวว่าทำไมมาอยู่ที่นี่ แล้วรูปร่างดีหล่อเหลาขึ้นทุกวัน นายเชาวลิตตอบว่า “ออกกำลังกาย วิ่งในที่ออกกำลังกายของคอนโด มันจะมีที่ออกกำลังกาย วิ่งไปแล้วก็คิดถึงรองสมพงษ์ (พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนภูธรภาค 9) ตามจับอย่างเดียวเลย คิดไว้แล้ว ฝากตังค์ให้กับน้องผมทีละหมื่นสองหมื่น ซึ่งน้องผมน่าจะบอกรองสมพงษ์” เมื่อคุยกันเสร็จ นายเชาวลิตได้ยกมือที่สวมกุญแจมือไหว้ พ.ต.อ.ทวี

 

 

ต่อมา ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม มอบหมายให้ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. เป็นตัวแทนของคณะทำงานทางการไทย ร่วมแถลงผลการจับกุมตัวนายเชาวลิตกับทางการอินโดนีเซีย นำโดยผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์เปิดเผยว่า ในนามของตัวแทน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตนต้องขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ที่ได้ช่วยเหลือติดตามจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญของไทย ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ถือเป็นบุคคลที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยขาดความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ต้องโทษคดียาเสพติด คดีฆ่าผู้อื่น และที่สำคัญได้มีการแหกคุกออกจากสถานที่คุมขังระหว่างนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ณ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 22 ต.ค.2566

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศไทย ได้มีความพยายามเร่งรัดติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี กระทั่งคณะทำงานสืบทราบว่าผู้ต้องหาได้เข้ามาหลบซ่อนตัวที่ประเทศอินโดนีเชีย และภายใน 6 วันเท่านั้น ทางการอินโดนีเซียก็สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ ถือว่าทีมงานของอินโดนีเซียมีประสิทธิภาพสูงมากในการติดตามจับกุมตัว

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ยังกล่าวว่า เมื่อสักครู่ได้มีการพูดคุยกับ ผบ.ตร.อินโดนีเซีย เราเห็นตรงกันว่าปัญหายาเสพติดนั้นไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ต้องร่วมมือกัน จับมือกัน และประสานข้อมูลกันอย่างใกล้ชิดจึงจะสำเร็จ ต้องกล่าวขอบคุณคณะทำงานทางการอินโดนีเซียที่ช่วยติดตามจับกุมผู้ต้องหารายนี้ ถือเป็นการช่วยมวลมนุษยชาติในการป้องกันปัญหาเรื่องยาเสพติดได้

เมื่อถามทางการอินโดนีเซียเกี่ยวกับประเด็นที่นายเชาวลิต หรือแป้ง นาโหนด มีการปลอมแปลงชื่อเป็น “Mr.Sulaiman” (นายสุไลมาน) จะสามารถขยายผลติดตามผู้ให้การช่วยเหลือหลบหนี หรือขยายผลไปยังเครือข่ายนักค้ายาเสพติดได้หรือไม่ โดย พล.ต.ท.ภาณุรัตน์กล่าวว่า นายเชาวลิตเป็นคนที่มีอิทธิพลสูงในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดสตูล จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช

ซึ่งคุณสมบัติของผู้ต้องหารายนี้นั้นค่อนข้างเป็นคนชอบใช้เงินในการจัดการเรื่องต่างๆ และเราเชื่อว่าเขามีการใช้เงินที่ได้มาจากการข้องเกี่ยวกับยาเสพติด เนื่องจากพอได้เงินจากยาเสพติดมาแล้ว ก็จะนำเอาเงินบางส่วนไปเลี้ยงคนยากจน

จนเป็นเหตุให้คนในชุมชนรัก ดังนั้น ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อครั้งที่นายเชาวลิตถูกจับกุม ทาง ผบ.เรือนจำกลางพัทลุงเห็นว่านายเชาวลิตเป็นคนที่มีอิทธิพลในพื้นที่ จึงได้ทำเรื่องให้ย้ายมาคุมขังที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง

แต่ก็ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความไม่รัดกุมของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เพราะผู้ต้องขังมีการแกล้งป่วย และขอออกมารักษาตัวนอกเรือนจำ ที่ รพ.นครศรีธรรมราช แต่ถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คอยควบคุมดูแล แต่ก็เกิดความบกพร่องขึ้น ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ก็ได้มีการลงโทษ ผบ.เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชเรียบร้อยแล้ว (ปัจจุบันนายณรงค์ หนูคง อดีต ผบ.เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ถูกย้ายมาเป็นผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์)

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ยังระบุวว่า จากการสอบสวนของทางการไทย เราพบว่านายเชาวลิตมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด ทั้งการส่งยาและลำเลียงยาเสพติด โดยพบว่ามีการซื้อยาเสพติดมาจากชายแดนภาคเหนือของไทย อีกทั้งบางส่วนน่าเชื่อว่ามีการส่งมาจากประเทศอินโดนีเชีย ดังนั้น การที่นายเชาวลิตหลบหนีออกมาจากสถานที่คุมขัง

และมากบดานอยู่ในประเทศอินโดนีเซียได้นั้น เชื่อว่ามีกลไกพรรคพวกของเขาที่ทำเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด ได้ช่วยพาหลบหนีมาที่นี่ ทั้งนี้ ข้อมูลเรื่องการสืบสวนเกี่ยวกับยาเสพติด ทางประเทศไทยจะมีการแลกเปลี่ยนกับทางการอินโดนีเซียเพื่อต่อจิ๊กซอว์ดูว่าใครอยู่เบื้องหลังคอยให้การช่วยเหลือนายเชาวลิตโดยเฉพาะ

ส่วนเรื่องของบัตรประจำตัวประชาชนที่พบว่าเป็นชาวอาเจะห์นั้น เจ้าของพักคอนโดมิเนียมหรูชาวอินโดนีเซียเป็นผู้ดำเนินการให้…