‘บิ๊กเต่า’เผย เรือของกลางขนน้ำมันเถื่อนลอย ถึงกัมพูชาแล้ว เร่งใช้ดาวเทียมค้นหา ยังไม่ชัดโยง ‘เสี่ยโจ้’
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเรือน้ำมันเถื่อนของกลางหายจำนวน 3 ลำ พร้อมน้ำมันเถื่อนของกลาง 3.3 แสนลิตร ว่าลงพื้นที่พร้อมเข้าร่วมประชุมกับหลายหน่วยเพื่อติดตามเรือที่หายไป เบื้องต้นสั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจน้ำตั้งกองอำนวยการร่วมกับทุกหน่วยเพื่อตามหาเรือ
ส่วนเรื่องการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่บกพร่องทำให้ราชการเสียหาย ซึ่งต้องดำเนินคดีในความผิดมาตรา 157 ตอนนี้ให้ทางกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ตั้งคณะกรรมการสืบสวน คู่ขนานกับไปกับตำรวจน้ำ เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางสืบสวนเกี่ยวกับลูกเรือที่อยู่ในเรือของกลางทั้ง 3 ลำ ที่หายไปรู้จำนวนแน่ชัดแล้วว่า มีคนลงเรือ 16 คนทราบชื่อตำหนิรูปพรรณแล้ว 14 คน ส่วนอีก 2 คน ทราบเพียงแค่ชื่อแต่ยังไม่ทราบตำหนิรูปพรรณหรือรูปหน้า ตอนนี้ตำรวจกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)อยู่ระหว่างตรวจสอบ สำหรับเรือน้ำมันเถื่อนของกลางนั้นมีทั้งหมด 5 ลำ มีลูกเรือ 28 คน เรือ 3 ลำที่หายไปมีลูกเรือยืนยัน 17 คนมีรายงานว่าลงเรือไปเพียง 16 คน อีก 1 คน ไม่ได้ไปด้วยคือคนไทย
แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลที่ให้ไว้กับตำรวจ ส่วนที่เหลืออยู่ในเรืออีก 2 ลำที่จอดเทียบท่าอยู่ ซึ่งเป็นเรือที่ไม่มีน้ำมัน โดยวันที่ 17 มิ.ย. กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) จะเรียกลูกเรือทั้งหมดที่ไม่ได้หลบนี้มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และคาดว่าจะขอศาลอนุมัติออกหมายจับลูกเรือที่หลบหนี 16 คนได้ภายในวันที่ 18 มิ.ย.

รอง ผบช.ก.กล่าวว่ากรณีที่นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ ให้ข้อมูลว่าพบว่าเรือที่หายไปอยู่ที่เกาะกูด จ.ตราด แล้วข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านในส่วนของตำรวจขอชี้แจงว่ายังไม่ได้มีการยืนยัน 100 % แต่จากข้อมูลที่คุยกับตำรวจน้ำชุดทำงานเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ยืนยันว่าเรือน่าจะเข้าไปประเทศกัมพูชาแล้ว แต่อยู่จุดไหนเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องติดตามต่อได้ประสานทางกัมพูชาให้ช่วยติดตามเรือทั้ง 3 ลำแล้วยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามติดตามเรือของกลางกลับมาให้ได้ แม้ตอนนี้จะไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว
“ส่วนเรื่องเส้นทางก่อนที่เรือทั้งสามลำจะขับหลบหนีไปสู่ประเทศกัมพูชา จากแนวทางสืบสวนพบว่า เป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุด หลังจากที่เรือออกจากท่าเรือสัตหีบจะต้องมุ่งหน้าไปที่ เกาะช้าง เกาะกูด ออกประเทศเพื่อนบ้านรวมระยะทาง 240 กิโลเมตร ซึ่งอาจจะใช้เวลาอย่างเร็ว 12 ถึง 13 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามในส่วนของการติดตาม เบื้องต้นมีการประสานใช้ดาวเทียมมาช่วย รวมทั้งใช้เครื่องบินในการลาดตระเวนค้นหา”
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องนี้จะเชื่อมโยงถึงเสี่ยโจ้หรือไม่นั้นขอเวลาประมาณสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนขึ้น ส่วนเรื่องที่มีกระแสเสี่ยว่าเสี่ยโจ้หลบหนีออกไปนอกประเทศแล้ว นั้นยอมรับว่าจากข้อมูลทางการสืบสวนพบว่าตอนนี้เสี่ยโจ้พำนักอยู่ที่ประเทศกัมพูชา และการที่เรือหายจะเกี่ยวข้องกับเสี่ยโจ้หรือไม่นั้น ใครเป็นเจ้าของหรือทำธุรกิจตรงนี้ก็ไม่มีคนอื่นที่จะดำเนินการ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่าส่วนการสอบปากคำคนในครอบครัวเสี่ยโจ้ เจ้าหน้าที่สืบสวนทำงานคืบหน้าไปเยอะสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนมากขึ้นอีกหลายเรื่อง ส่วนก่อนหน้านี้ที่ผู้ต้องหาถูกประกันตัวแล้วทำไมถึงกลับไปอยู่บนเรือของกลางได้อีก ขอชี้แจงในส่วนนี้ว่าเพราะบ้านของพวกเขาคือเรือ พอประกันตัวเสร็จก็กลับไปอยู่กินบนเรือ ยอมรับผิดว่าเจ้าหน้าที่บกพร่องในการดูแลของกลางให้ครบถ้วน ไม่ใช่แค่ไปแล้วเอากล้องติดดูบ้างไม่ดูบ้าง จึงถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ซึ่ง พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) มอบหมายให้ตนลงพื้นที่ไปดูแลคดีนี้ซึ่งสั่งฟันไม่เลี้ยง เพราะเรื่องนี้ไม่น่าเกิดขึ้นในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) โดยหลังจากนี้จะต้องตรวจสอบว่า เป็นการประมาทเลินเล่อ หรือเอื้อประโยชน์กับใครหรือไม่ ซึ่งตนก็อยากรู้ ถ้ากล้าทำแล้วตรวจสอบเจอซึ่งบอกไปแล้วว่า ผบช.ก. ส่งตนลงมาดูคดีนี้แล้วฟันไม่เลี้ยง
“ส่วนกรณีที่มีภาพวงจรปิดรถกระบะคันหนึ่ง ขับเข้าไปในพื้นที่บริเวณสะพานถ้าเทียบเรือ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน เวลา 17.00 น. ขอขี้แจงว่า ภาพที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนนั้น จากการตรวจสอบพบว่า รถกระบะคันดังกล่าวเป็นรถที่ใช้ในการขนน้ำ สำหรับภารกิจการฝึกทบทวนหมวดเรือ ศรชล.ภาค1 โดยมีการฝึกระหว่างวันที่ 10 ถึง 13 มิถุนายน ซึ่งไม่ได้มีการเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เรือของกลางหายออกไปจากทางเทียบเรือ”

