‘บิ๊กเต่า’ ลั่น7วันรู้เรื่อง เรือขนน้ำเถื่อน 3 ลำ ลอยไปไกลกลางทะเล พบเปลี่ยนสีเรือตบตา

17.06.24 | 17:34 น.

‘บิ๊กเต่า’ ลั่น7วันรู้เรื่อง เรือขนน้ำเถื่อน 3 ลำ ลอยไปไกลกลางทะเล พบเปลี่ยนสีเรือตบตา


เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 มิถุนยน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.พฤธิพงศ์ นุชนารถ ผู้บังคับการตำรวจน้ำ (ผบก.รน.) แถลงผลการตรวจยึดเรือน้ำมันเถื่อน 3 ลำ หลังจากตรวจยึดคืนกลับมาได้ และอยู่ระหว่างเดินทางเข้าเทียบฝั่งที่ จ.สงขลาในช่วงเวลา 18.00-19.00 น.

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า การโจรกรรมเรือที่มีน้ำมันที่มีมูลค่า 5 ล้านบาท และเรือที่มีมูลค่าลำละ 25-30 ลำ ตอนนี้ได้ตั้งกรรมการสอบสวนให้ได้คำตอบทุกมิติภายใน 7 วัน ขอให้เชื่อมั่นในทีมงานทั้งการจับกุม และขอให้ความร่วมมือด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหายกับหน่วยงาน  ถ้าพบใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนน้ำมันที่ไม่ครบต้องมีคนรับผิดชอบคนที่บกพร่องสร้างความเสียหาย และจะไม่ให้ใครแค่ 3-4 คนมาสร้างความเสียหายกับองค์กร

Advertisement
เรือกำไรเงิน (เรือกำไรเงินที่ว่าทาสีเรือเพื่อตบตาเจ้าหน้าที)
เรือลำที่ 2 เรือ เจ.พี
เรือ เจ.พี
เรือดาวรุ่ง
เรือดาวรุ่ง

พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผู้บังคับการตำรวจน้ำ เปิดเผยว่า ทำรายงานเหตุการณ์ครั้งนี้นับตั้งแต่เรือถูกจับมา และยึดเป็นของกลาง กระทั่งหายไปและมีการตรวจพบ เมื่อวานนี้ เริ่มจาก วันที่ 17 มี.ค. จับน้ำมันเถื่อน ไว้ที่สัตหีบ 19 มี.ค. บก.ปอศ. ทำหนังสือให้ดูแล ของกลางต่อ  11 มิ.ย. คนร้าย ฉวยโอกาส เอาเรือของกลางไป  ถึงกัมพูชา 12 มิ.ย. เย็น – ค่ำ เอาไปหลบซ่อน มีการเปลี่ยนสีเรือ รูปพรรณสัณฐานเรือ ทาสีเก๋งเรือ พื้นเรือ เรือกำไรเงิน จากแดง เป็นสีเขียว และพยายามจะดัดแปลงทุกลำ แต่รีบหนีเจ้าหน้าที่ เลยเสร็จไปเพียงลำเดียว เชื่อว่าต้องการเอาเรือกลับไปใช้ใหม่ และเอาน้ำมันของกลาง ไปขายที่กัมพูชา ที่แน่ชัดคือ ปริมาณน้ำมันขณะนี้เหลือไม่เท่ากับ ตอนยึดมา

จาก นั้น 13 มิ.ย. ตำรวจน้ำมีการประสาน เพื่อนบ้าน ทุกประเทศ กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ตรวจดูเรือต้องสงสัย เชื่อว่า กลุ่มผู้ต้องรู้ว่าตำรวจเริ่มตรวจหา เลยเอาเรือออกจากฝั่ง โดยผู้ต้องหาส่วนหนึ่งหนีอยู่บนฝั่ง ส่วนหนึ่งบนเรือ เพราะลงเรือหนีพร้อมกันไม่ทัน ทราบว่าผู้ต้องหามีการสับเปลี่ยนไปพักผ่อนโดยจอด เรือนิ่งๆ ไม่เคลื่อนให้ผิดสังเกตุ จนกระทั่งตำรวจเริ่มมีการกดดันในพื้นที่

ผู้ต้องหาจึงนำเรือออกจากท่าที่ประเทศกัมพูชา เข้าพื้นที่ EEZ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ มาเลเซีย เพราะผู้ต้องหาชำนาญเส้นทางนี้ ทำให้ตีกรอบการตรวจค้นได้แคบ ประกอบกับชุดทหารเรือช่วยค้นหาโดยใช้ดาวเทียมและสื่อสารขอความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายประมง คอยช่วยแจ้ง เบาะแส

กระทั่ง 16 มิ.ย. ช่วง06.00 น. รับแจ้งจากภาคีเครือข่าย พบเรือรูปพรรณตรงกัน ห่างชางทะเลสงขลา 90 ไมล์ จึงใช้ตำรวจน้ำ 3 ลำไปพิสูจน์ กระทั่ง 15.00 ชัดเจน ว่าใช่ เรือของกลาง 3 ลำ และชื่อ – นามสกุล ผู้ต้องหา ตรงกัน มีลูกเรือ 8 คน ประกอบด้วย กำไรเงิน 3 คน เรือ เจพี 4 คน และดาวรุ่ง 1 คน ที่เป็นคนดูแลเรือดังกล่าวเนื่องจากขณะนั้นเรือเสีย ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือ คาดหลบหนีต่อ โดยขณะที่เข้าจับพบว่าเรือกำลังแล่นอยู่ กลางทะเล แต่มีเรือชื่อดาวรุ่ง เครื่องเสีย ทำให้ไปไหนต่อไม่ได้

ส่วนเป้าประสงค์ของกลุ่มผู้ต้องหา ตำรวจเชื่อว่าหวังทั้งเรื่องของน้ำมันของกลางและเรือเนื่องจากน้ำมันมีมูลค่า 3-4 ล้านบา ส่วนเรือมีมูลค่ามากถึง 20 ล้าน จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ต้องหาพยายามดัดแปลงเรือ ของกลางจากเดิม เพื่อ นำมาใช้ใหม่ ส่วนประเด็นที่ เรือของกลาง พบอยู่ในพื้นที่ของปัตตานี เนื่องจากว่าจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ลักลอบ ขายน้ำมันเถื่อน ผู้ต้องหาจึงนำเรือออกจากพื้นที่สัตหีบ และมุ่งหน้ามายังบริเวณดังกล่าว ส่วนจะมีความเชื่อมโยงกับทุกคนที่ชื่อโจ้ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวว่ามีความเชื่อมโยงกันนั้น หรือไม่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

 

เรือดาวรุ่ง

จากการสืบสวนทำให้ทราบว่าเรือเหล่านี้ นำไปเพื่อหลบซ่อน และมีพฤติกรรมเปลี่ยนสีเรือ เพื่อไม่ให้ตรวจจับได้ และเขามีความประสงค์ในการนำกลับมาใช้ใหม่ และเอาน้ำมันของกลางจำหน่าย ซึ่งปริมาณน้ำมันของกลางเหลือไม่เท่ากับจำนวนน้ำมันที่เป็นของกลาง 330,000 ลิตร ส่วนผู้ต้องหาบางส่วนสับเปลี่ยนไปพัก เพราะคิดว่าการจอดซ่อนในระยะเวลายาวนาน จึงแบ่งผู้ต้องหาบางส่วนพักออกไป บางส่วนก็เฝ้าเรือจะมีอีกชุดเฝ้าเรือ

จนกระทั่งวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางกองบังคับการตำรวจน้ำประสานไปยังประเทศต่าง ๆ และขอให้ดูอู่เรือ ท่าเรือต่างๆ ว่าพบมีเรือที่ถูกโจรกรรมไปหรือไม่ จนนำมาสู่การแจ้งจากทางการกัมพูชา ซึ่งต้องขอบคุณทุกประเทศทั้งกัมพูชาและประเทศอื่นๆ เป็นอย่างดี  และจากการประสานทำให้รู้ว่าเรือนา่าจะอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจจำเพาะ ห่างจากพื้นที่สงขลา 90 ไมล์ทะเล

จากนั้นจึงนำเรือตำรวจน้ำ 3 ลำออกไปตรวจและพบว่าเรือดังกล่าวน่าจะเป็นเรือของกลางที่ถูกลักไปเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.และพบว่ามีรูปพรรณของเรือตรงกัน และคนที่อยู่บนเรือมีตำหนิรูปพรรณตรงกับผู้ต้องหา เรือผู้ต้องหาพาหนีออกไปในทะเล พบมีการทาสีที่เก๋งเรือ พื้นเรือจากสีแดงเทาเป็นสีเหลือง เรียกว่าพยายามเปลี่ยนทุกลำ แต่ด้วยความรีบร้อนออกมาจึงเสร็จไปแค่ 1 ลำเท่านั้น

พล.ต.ต.พฤธิพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนลูกเรือทั้ง 3 ลำเหลืออยู่ 8 คนจากที่ขึ้นเรือ 15 คน และคาดว่าบางส่วนที่ไม่ได้อยู่บนเรือน่าจะหลบหนีต่อ และประกอบกับเรือดาวรุ่งเสียจึงไปไหนต่อไม่ได้  จึงต้องลากกันไป โดยหลังจากเรือเข้าถึงฝั่งจะให้สื่อมวลชนดูว่าเป็นเรือลำเดียวที่หายไปจากสัตหีบ หากไปถึงกัมพูชา ก็น่าจะขายทั้งน้ำมัน และเรือ เพราะถ้าไม่ประสงค์ประโยชน์จากเรือคงไม่เปลี่ยนตำหนิรูปพรรณของเรือ สำหรับน้ำมัน 330,000 ลิตรถ้าขายในทะเลราคา 10-12 บาท แต่หากต่อรองได้ 15 บาท ส่วนราคาเรือตกลำละ 20-25 ล้านบาท

เรือดาวรุ่ง

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า ตั้งแต่คดีแรกที่จับเรือบรรทุกน้ำมันมานั้น จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นเจ้าของน้ำมัน และเจ้าของเรือทั้ง 3 ลำ จนกระทั่งเรือหายไปจากท่าเรือตำรวจน้ำสัตหีบ ก็ยังไม่มีผู้ใดเข้ามาแจ้งเป็นเจ้าของ คดีเดิมผู้ต้องหาไม่ได้พูดถึงว่าเรือ และน้ำมันเป็นของผู้ใด

แต่ตำรวจมีข้อมูลและขอพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงบางอย่างเพื่อให้ชัดเจน เมื่อเดือน มี.ค.2567 ได้จับกุมเรือน้ำทั้ง 5 ลำ และมีการสืบสวนมาโดยตลอด พร้อมซักถามลูกเรือทั้ง 28 คน ซึ่งทั้งหมดบอกว่าตนเองเป็นแค่ลูกจ้าง และลูกเรือ ตำรวจจึงเชื่อมาโดยตลอดว่ามีนายทุนอยู่เบื้องหลัง กลุ่มลูกเรือทั้ง 28 คน ภายหลังมีการนำเรือทั้ง 3 ลำออกไปในวันที่ 9 มิ.ย.2567

ต่อมาในวันที่ 10 มิ.ย.เริ่มเห็นความเคลื่อนไหว และพฤติการณ์ผิดปกติ ทั้งการเตรียมเสบียงขึ้นไปบนเรือ ซื้อของ และเส้นทางการเงินผิดปกติ จนกระทั่งคืนวันที่ 11 มิ.ย.มีการหันหัวเรือตอนกลางคืนและมุ่งหน้า เชื่อว่าเป็นการหลบหนี สแกนข้อมูลทุกมิติจนพบว่าคนที่ขึ้นเรือทั้ง 3 ลำในคืนวันที่ 11 มิ.ย. มี 15 คน และวันนี้ผู้การตำรวจน้ำ แจ้งว่ามีอยู่ 8 คน อยู่บนเรือของกลางที่กำลังมาสงขลา ส่วนอีก 7 คนกำลังสืบสวนว่าหลบหนีไปที่ใด

จากการสืบสวนทั้ง 2 เหตุการณ์ ตำรวจเชื่อว่าเรือทั้ง 5 ลำ อาจไม่ได้มีนายทุนคนเดียว แต่นายทุนทั้ง 2 คนมีความเชื่อมโยงกัน ขอเวลาทำงานเพื่อให้ได้พยานหลักฐานมากขึ้น ในชั้นนี้คนที่ชื่อ “จ” มีความเชื่อมโยงอยู่บ้าง แต่ขอเวลาทำข้อมูล

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเชื่อมโยงของ เสี่ย จ.กับเสี่ยอีกคนหรือไม่ ตำรวจระบุว่าขอเวลาสืบสวนว่าเชื่อมโยงแบบใด เกี่ยวข้องกับน้ำมันเถื่อน หรือนำเรือของกลางออกไปหรือไม่