เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. แถลงผลจับกุม อาชญากรข้ามชาติรายสำคัญ 3 ราย คดีแรกจับกุม นายโอเล็กซานเดอร์ กราชโกวสกี อายุ 31 ปี ชาวยูเครน ได้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังก่อเหตุใช้บัตรเครดิตปลอมไปใช้กดเงินและรูดซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า ย่านประตูน้ำ
พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า สืบเนื่องจากหลังเกิดเหตุคนร้ายแฮ็กระบบตู้เอทีเอ็มธนาคารแห่งหนึ่ง สร้างความเสียหายหลายล้านบาทนั้นได้สั่งการให้ชุดสืบสวนตม.เฝ้าระวังแก๊งชาวยุโรปตะวันออก(ยูเครน) ซึ่งมีพฤติกรรมใช้บัตรเตรดิตปลอมไปกดเงินแล้วรูดซื้อสินค้า กระทั่งได้รับแจ้งว่านายโอเล็กซานเดอร์ก่อเหตุที่ห้างฯแห่งหนึ่ง ย่านประตูน้ำ จึงนำกำลังไปจับกุม ต่อมาจึงไปขยายผลตรวจค้นที่ห้องพักที่อาคารกิตติ เลขที่ 293/10 ซอยหมอเหล็ง แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ พบบัตรพลาสติกมีแถบแม่เหล็กสีขาว 81 ใบ , เครื่องเขียนข้อมูลบนลงบัตร, เครื่องอ่านข้อมูลในบัตร, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ปลอมแปลงบัตรเป็นจำนวนมาก ตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์พบรายชื่อคนไทย และคนต่างประเทศ รวมถึง ยอดเงินในบัญชีของแต่ละคนจำนวนมาก เบื้องต้นนายโอเล็กซานเดอร์รับสารภาพว่าอยู่ในเครือข่าย “เครดิตการ์ด มาเฟีย” (CreditCard Mefia) ซึ่งเป็นเอเย่นต์ในการขายข้อมูลให้กับแก๊งอาชญากรข้ามชาติในหลายประเทศ ผ่านทางอีเมลและ ระบบไอซีคิว( ICQ) ซึ่งเป็นระบบการสื่อสารที่เคยเป็นที่นิยมใช้เมื่อ10กว่าปีก่อน แต่ปัจจุบันคนไม่ค่อยใช้กันแล้ว โดยกลุ่มคนร้ายจะใช้ช่องทางดังกล่าวติดต่อ สื่อสาร และเสนอซื้อข้อมูลกัน ซึ่งราคาซื้อ-ขายจะคิดเป็น 50เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินในบัตรนั้นๆ นอกจากนี้นายโอเล็กซานเดอร์ยังรับว่าได้ขโมยข้อมูลในบัตรเอทีเอ็มและเครดิตของคนในประเทศอเมริกาและยุโรปมาใช้กดเงินและรูดซื้อของในประเทศไทยตลอดระยะเวลา1ปีที่ผ่านมา
พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวอีกว่าจากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์นายโอเล็กซานเดอร์พบระบบมัลแวร์ และซอฟต์แวร์ที่กลุ่มคนร้ายเคยใช้โจมตีตู้เอทีเอ็มของธนาคารรัฐแห่งหนึ่ง และเป็นข่าวโด่งดังเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังพบรูปถ่ายตู้เอทีเอ็มทุกธนาคารในประเทศไทย ซึ่งถูกถ่ายทุกมิติ ทุกมุม ซึ่งนายโอเล็กซานเดอร์รับว่าตระเวนถ่ายในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลจึงเชื่อได้ว่านายโอเล็กซานเดอร์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนร้ายในครั้งนั้น และน่าจะเตรียมก่อเหตุแฮ็กระบบเอทีเอ็มในไทยเช่นกัน ประกอบกับคำให้การของนายโอเล็กซานเดอร์ที่ระบุว่าเมื่อไม่นานมานี้ได้พยายามปล่อยระบบมัลแวร์กับตู้เอทีเอ็มในไทยแล้วแต่ไม่สำเร็จ ทั้งนี้จากการตรวจสอบนายโอเล็กซานเดอร์เข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2559 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว โดยได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2559 เท่านั้น แต่ นายโอเล็กซานเดอร์กลับอยู่เกินกำหนด เบื้องต้นจึงควบคุมตัวไว้ พร้อมแจ้งข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเกินกว่ากำหนด ตามพ.ร.บ.คนเข้าเมืิอง และอยู่ระหว่างสอบปากคำเพื่อขยายผลหาเครือข่ายในคดีเกี่ยวกับการโจรกรรมข้อมูลต่อไป
พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า คดีที่2 กก1.บก.สส.สตม. และ ด่าน ตม.จว.ชลบุรีจับกุมนายโรแลนด์ จอน์จ อิลเมอร์ อายุ 57 ปี สัญชาติออสเตรีย ผู้ต้องหาตามหมายจับสากลและเป็นหัวหน้าเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ร่วมกับชาวจีนในการลักลอบขนกัญชา จำนวน 98 กก. จากประเทศอินเดียเข้าสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานบัญชาการ
พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากสถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทยว่า นายโรแลนด์ เป็นหัวหน้าเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และมีหมายจับตำรวจสากลได้หลบซ่อนอยู่ในประเทศไทย สืบสวนพบว่า ได้พักอาศัยอยู่ ในการเคหะชุมชนพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงนำกำลังไปจับกุม ตรวจสอบพบว่า นายโรแลนด์เข้าประเทศไทยเมื่อ วันที่ 7 สิงหาคม2555 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว 60 วัน ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2555 แต่ปัจจุบันอยู่เกินกำหนด จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.พัทยา เพื่อดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”

คดีที่ 3 พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า บก.สส.สตม.ร่วมกับ ด่าน ตม.จว.ชลบุรี จับกุม นายหลิว ฉี เฟิง อายุ 46 ปี สัญชาติจีน และเป็นผู้ต้องหาที่ทางการจีนต้องการตัว หลังร่วมกับพวกฮั้วประมูลโรงไฟฟ้าเฟิงเฉิน โดยได้ติดต่อกับบริษัทคู่แข่งอีก 9 บริษัท และจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ ทำให้บริษัท อู่ฮันคอนสตรัคชั่น จำกัดชนะการประมูลไปในราคา 32 ล้านหยวน หรือ150ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ทางการตำรวจเมืองอี่ชุน มณฑลเจียงซี ได้ออกหมายจับ นายหลิว ฉี เฟิง และประสานมายังตม.ให้ช่วยติดตามตัว จนสามารถจับกุมตัวไว้ได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ ตรวจสอบนายหลิวเข้าไทย ด้วยวีซ่าประเภท นักท่องเที่ยว (60วัน) และได้รับการอนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรถึงวันที่ 28 มกราคม 2560 ซึ่งขณะนี้อยู่เกินกำหนด จึงแจ้งข้อหา พร้อมผลักดันออกนอกประเทศต่อไป

