เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางขุนนนท์ จับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บวรมงคล เป็นระดับรองสารวัตร 3 คน และชั้นประทวน 3 คน ประกอบด้วย ร.ต.อ.สุพัฒน์ ประจงหัตถ์, ร.ต.อ.นิติธร พลบุญ, ร.ต.ท.วีระพล คำดี, ด.ต.ปริญญา จิตต์หาญ, จ.ส.ต.ภูณัช เนตรสว่าง และ ส.ต.ต.เรืองยศ สามบุญเรือ ว่าคดีดังกล่าว สน.บางขุนนท์ เป็นผู้รับผิดชอบ เหตุเกิดเนื่องจากฝ่ายสืบสวน บก.น.7 ร่วมกับ สน.บางขุนนนท์ สืบทราบว่ามีการจำหน่ายยาเสพติด จึงสืบสวนหาคนร้ายจนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดที่เป็นพลเรือนได้ 2 คน ก่อนขยายผลจนทราบว่ามีความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สน.บวรมงคล
พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวอีกว่า สั่งให้ดำเนินมาตรการเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือตำรวจ เมื่อกระทำความผิด ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลก็ไม่ได้ละเว้น จึงสั่งการให้เร่งรัดจับกุม จนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมาศาลจังหวัดตลิ่งชันได้อนุมัติออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 6 คน ในข้อหามียาเสพติดประเภทที่ 1 และประเภทที่ 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้ควบคุมตัวส่งดำเนินคดีพร้อมของกลางเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นการดำเนินการทางปกครองได้สั่งให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดออกจากราชการไว้ก่อน บทบัญญัติของ พ.ร.บ.ยาเสพติด ข้าราชการทำผิดเอง รับโทษหนักกว่าคนธรรมดาสามเท่า ซึ่งกรณีนี้ก็ต้องดำเนินคดีอย่างเข้มข้นและเด็ดขาด ทั้งนี้ อยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนว่าทั้ง 6 คนมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดรายใดหรือไม่ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไม่มีความเชื่อมโยงกับ ส.ต.ต.พิษณุพงศ์ งามธุระ ผบ.หมู่งานปฏิบัติการจราจรโครงการพระราชดำริ 2 กก.6 บก.จร. ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ จากที่ตนได้รับรายงานกลุ่มผู้ต้องหาเพิ่งทำเป็นครั้งแรก โดยพฤติกรรมคือไม่ได้เป็นคนขายโดยตรง แต่ไปจับกุมยาเสพติดและไปเรียกร้องเอาผลประโยชน์ ของกลางที่เหลือก็เอาไปจำหน่ายจ่ายโอน ไม่ใช้ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนก็ช้ำใจเหมือนกัน อย่างไรก็ตามในเมื่อตักเตือน บอกกล่าว อบรมสั่งสอนทุกอย่างแล้ว ยังไม่กลับตัวกลับใจ ก็ต้องดำเนินตามมาตรการไป แต่ก็ขอกำลังใจให้ตำรวจดีๆ ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ขอให้มีสมาธิ ตั้งมั่น เชื่อว่าประชาชนต้องให้โอกาสและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำในสิ่งดีให้กับพี่น้องประชาชนและเพื่อบ้านเมือง
“ทุกสัปดาห์ที่มีการประชุมขับเคลื่อนนโยบายในการปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย ประเด็นหลักๆ ที่ย้ำตลอด คือขอให้ตำรวจทุกคนเพิ่มความเข้มในการปฏิบัติ ป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดอาชญากรรม เรามีโครงการบ้านสีขาว ตัดวงจรผู้ซื้อผู้เสพ ไม่ให้มีใครไปซื้อ ไม่ว่าเอามาขายยังไงก็ไม่มีใครซื้อ นอกจากนี้แล้วยังย้ำในเรื่องของโครงการครอบครัวตำรวจสีขาว เราไปทำให้ชาวบ้านขาวแล้ว ถ้าเรายังไม่ขาวมันก็จะเป็นที่ไม่ไว้วางใจ สิ่งที่น่าเสียใจคือเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ยังย้ำว่า ตำรวจ ลูกหลาน ญาติพี่น้องตำรวจ จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาชญากรรมทุกประเภท จะต้องอบรมสั่งสอนดูแลกัน ถ้าย้ำกันขนาดนี้แล้วยังมีออกนอกลู่นอกทาง ผู้กำกับสถานี รองผู้กำกับสืบสวน สารวัตรสืบสวนที่เป็นหัวหน้าชุดของกลุ่มผู้ต้องหาก็ต้องรับผิดชอบด้วย โดยหลังจากนี้ผมจะมีคำสั่งให้มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปก.น.) ต่อไป” พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าว
พล.ต.ท.ศานิตย์ยังกล่าวอีกว่า ยืนยันว่าตำรวจทั่วประเทศก็พยายามที่จะทำให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนให้ได้มากที่สุด อาจมีบางคนที่เป็นส่วนน้อยที่ไม่ดี เราก็ต้องพยายามปรับปรุงให้เขาเป็นคนดี ถ้าปรับปรุงแล้วไม่ดี นิ้วไหนร้ายก็ต้องตัดทิ้ง ย้ำกันตลอดว่าต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจ ต้องมองว่าทุกข์ของประชาชนคือทุกข์ของตำรวจ อะไรที่เป็นทุกข์ของประชาชนไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ลงไปขับเคลื่อนแก้ไขปรับปรุง ป้องกันและปราบปรามให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.ต.ท.ศานิตย์ได้มีหนังสือคำสั่งเลขที่ 53/2560 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ เนื่องจากมีเหตุผลความจำเป็นในการให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ และให้เป็นไปตามนโยบายการป้องกันปราบปรามยาเสพติดในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบกองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมทั้งเพื่อให้การสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีคำสั่งให้ 2 นายตำรวจ ประกอบด้วย 1.พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี ผกก.สน.บวรมงคล 2.พ.ต.ท.สุภาพ เพชรรัตน์ สว.สส.สน.บวรมงคล มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

