จับกุม บัญชีม้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกเป็นสภ.เมืองชุมพร สูญเงิน 2 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 17 กันยายน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. เปิดเผยว่า จากนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ระดมกวาดล้างจับกุมซิมผีบัญชีม้ามิจฉาชีพที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนตามนโยบาย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. มีนโยบายและมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทาง พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช พ.ต.อ.อิสเรศ ปาลาพงศ์ รอง ผบก สส.บช.น. พ.ต.อ.อรรชวศิษฎ์ ศรีบุญยมานนท์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.ปกรณ์ ทองช่วง และ พ.ต.ท.วิโรฒ จนุบุษย์ รอง ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.วรุตม์ คำหล้า สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. พร้อมด้วย ร.ต.อ.พิชชากร กองสวัสดิ์, ร.ต.อ.พงศธร อารีย์ รอง สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น., ด.ต.ประเทศ ช่อลำเจียก, จ.ส.ต.ภานุพงศ์ เวฬุวนารักษ์, จ.ส.ต.อวิรุทธ์ เนียมบุญเจือ, จ.ส.ต.นิติสิทธิ์ โชติคุต, ส.ต.อ.พลภัทร ปรีชา ผบ.หมู่ กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ชุดปฏิบัติการที่ 3
จับกุม นายศักดิ์ชัย หมายชม อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดปทุมธานี บุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น” และศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) ความผิดฐาน “ลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนหรือรับของโจร” ได้ที่ห้องเช่า ซอยไทยธานี 16 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา
พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวว่า สืบเนื่องจากคนร้ายโทรศัพท์สุ่มเข้ามาหาผู้เสียหายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร แจ้งกับผู้เสียหายว่ามีพัสดุจากบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใดตรวจสอบพัสดุพบหนังสือเดินทาง, บัตรเอทีเอ็ม, พร้อมสมุดธนาคาร ซึ่งมีชื่อผู้เสียหายปรากฏอยู่ จากนั้นคนร้ายอ้างว่าผู้เสียหายอาจจะมีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพ ระหว่างนั้นมีการเพิ่มเพื่อนทางแอพพลิเคชั่นไลน์ชื่อ “สภ.เมืองชุมพร” แล้ววิดีโอคอลมาหาผู้เสียหาย ลักษณะเห็นบุคคลแต่งกายด้วยเครื่องแบบตำรวจ แล้วแสดงตัวว่าเป็น พ.ต.ท. ประจำอยู่ สภ.เมืองชุมพร ให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยการโอนเงินมาเพื่อตรวจสอบแล้วจะโอนเงินกลับคืนมาภายใน 2 วัน
จากนั้นผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2567 เวลา 15.03 น. โอนเงินจากบัญชีธนาคารผู้เสียหาย ไปยังบัญชีธนาคารของนายศักดิ์ชัย ผู้ต้องหานี้ เป็นจำนวนเงิน 1,480,000 บาท 2.เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2567 เวลา 16.01 น. โอนเงินจากบัญชีธนาคารผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคาร นายศักดิ์ชัย ผู้ต้องหานี้ เป็นจำนวนเงิน 47,000 บาท 3.เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2567 เวลา 16.08 น. โอนเงินจากบัญชีธนาคารผู้เสียหาย ไปยังบัญชีธนาคาร นายศักดิ์ชัย ผู้ต้องหานี้ เป็นจำนวนเงิน 428,000 บาท และ4.เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2567 เวลา 16.22 น. โอนเงินจากบัญชีธนาคารผู้เสียหาย ไปยังบัญชีธนาคาร นายศักดิ์ชัย ผู้ต้องหานี้ เป็นจำนวนเงิน 260,000 บาท รวมผู้เสียหายโอนเงิน ทั้งหมด 2,121,015 บาท
หลังจากนั้นผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวให้หลานสาวฟังแล้วแจ้งกลับผู้เสียหายว่าเหตุการณ์ดังกล่าวถูกมิจฉาชีพหลอกลวง หลังจากนั้นก็ไม่มีการโอนเงินกลับมาให้ผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวง จึงมาพบพนักงานสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับคนร้าย พนักงานสอบสวนจึงออกหมายเรียกผู้ต้องหาปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่ได้มาพบพนักงานสอบสวนจึงยื่นขอหมายจับผู้ต้องหา
พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวอีกว่า ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.3 บก.สส. บช.น. สืบสวนติดตามจับกุมซึ่งผู้ต้องหารู้ตัวว่าวันใดวันหนึ่งจะต้องถูกติดตามจับกุมดำเนินคดีจึงระมัดระวังตัว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเคาะห้องพักแต่ผู้ต้องหาไม่เปิดทำเหมือนไม่มีคนอยู่ในห้องเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไปผู้ต้องหาแอบย่องจากห้องตัวเองไปแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำห้องพักข้างๆ ซึ่งเป็นห้องว่างไม่มีผู้พักอาศัย ทางตำรวจชุดจับกุมเห็นความผิดปกติจึงตรวจสอบห้องที่ผู้ต้องหาหลบอยู่และพบว่าผู้ต้องหายืนตัวลีบหลบอยู่หลังประตูห้องน้ำ
หลังถูกจับกุมนายศักดิ์ชัยให้การว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2567 มีพี่ที่รู้จักกันชักชวนให้เปิดบัญชีและไปทำงานกาสิโนที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา จำนวน 3 วัน โดยมีนายหน้ามารับเดินทางโดยรถตู้ไปยังไปอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และภายในรถตู้มีผู้สมัครทำงานคล้ายตนนั่งไปด้วย 6 คน เมื่อไปถึงชายแดนต้องเดินเท้าผ่านป่าจนถึงลำคลอง จากนั้นนั่งแพข้ามน้ำไปขึ้นฝั่งประเทศกัมพูชาจะมีชายชาวกัมพูชามารอรับอยู่อีกฝั่งและพาเดินทางไปยังที่พัก เป็นตึก 5 ชั้น โดยพักห้องละ 5 คน
วันแรกยังไม่มีอะไร วันที่ 2 มีการเรียกไปสแกนหน้าเพื่อโอนย้ายข้อมูลแอพพ์ธนาคารไปยังเครื่องของผู้ว่าจ้าง และเปิดบัญชีธนาคารแบบออนไลน์เพิ่มเติมอีก รวมทั้งสิ้นจำนวนประมาณ 5 บัญชี วันที่ 3 เรียกไปสแกนหน้าเพื่อทำธุรกรรม วันที่ 4 เดินทางกลับ และได้ค่าตอบแทน 18,000 บาท พร้อมพวกอีก 6 คนเดินทางกลับมาด้วย โดยมีชายชาวกัมพูชามารับจากที่พักไปส่งจุดเดิมที่มาแล้วนั่งแพกลับเข้าไทยผ่ายช่องทางธรรมชาติ เมื่อถึงไทยต่างคนต่างแยกย้าย จากนั้นนำตัวส่ง สภ.สำโรงเหนือ เพื่อดำเนินคดีต่อไป
พล.ต.ต.ธีรเดชฝากเตือนภัยมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลอกลวงให้ประชาชนโอนมาตรวจสอบ แจ้งไปยังผู้เสียหายว่าบัญชีธนาคาร หรือพัสดุที่ส่งไปต่างประเทศมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หรือบัญชีธนาคารของคุณถูกอายัด เป็นหนี้บัตรเครดิต เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด การฟอกเงิน มีคดีความ หรือหลอกลวงว่าได้เช็คเงินคืนภาษี หรือหลอกถามข้อมูลส่วนตัวเพื่อนำไปปลอมแปลงในการทำธุรกรรมต่างๆ กระทั่งผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีที่มิจฉาชีพเตรียมไว้ ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก
ขอประชาสัมพันธ์แนวทางป้องกัน ดังนี้ ไม่มีนโยบายของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องโทรศัพท์ไปยังประชาชน เพื่อแสดงเอกสาร กล่าวอ้างว่าท่านกระทำความผิด หรือมีส่วนในการกระทำความผิด หากพบการกระทำดังกล่าว สันนิษฐานได้ว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน ไม่ตกใจ ไม่เชื่อเรื่องราวต่างๆ วางสายการสนทนาดังกล่าว ไม่โอนเงิน หากมีคำพูดว่าให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ไม่กดลิงก์ ติดตั้งแอพพลิเคชั่นใดๆ ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน ทั้งนี้หากพบเบาะแสการกระทำผิด สามารถติดต่อไปยังสายด่วนหมายเลข 1441

