ศาลสั่งจำคุก ‘เซปิง’ กับพวกรวม 2 คน 4 ปี ไม่รอลงอาญา หลอกลวง ‘เฟซออฟ’ ไร้รอยแผล

19.09.24 | 15:03 น.

ศาลสั่งจำคุก ‘เซปิง’ กับพวกรวม 2 คน 4 ปี ไม่รอลงอาญา หลอกลวง ‘เฟซออฟ’ ไร้รอยแผล

เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ห้องพิจารณา 801 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.742/2562 ที่ น.ส.กนกวรรณ แสงอรุณ โดยมี น.ส.สายชล ศรีสุข ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.เซปิง ไชยศาส์น, นายบทมากร วัฒนะนนท์, บริษัท เอ็ม เอฟ เซอร์เจอรี่ เซ็นเตอร์ จำกัด และนายกมล พันธ์ศรีทุม เป็นจำเลยที่ 1-4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550, พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525, พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหลอกลวงโจทก์และประชาชน โฆษณาโครงการเฟซออฟศัลยกรรมอย่างปลอดภัยและต้องไร้รอยแผลเป็น ความจริงแล้วจำเลยหาได้มีความสามารถทำศัลยกรรมผ่าตัดใบหน้าให้ได้ผลลัพธ์ตามที่กล่าวอ้าง โดยหลังทำศัลยกรรมกับโครงการ มีรอยแผลเป็นและบวมช้ำเกินร้อยละ 10 จากกรณีร่วมกันประกอบธุรกิจโครงการศัลยกรรม “เฟซออฟ”

โดยภายหลังฟังคำพิพากษา นายภิญโญภัทร์ ชิดตะวัน หรือทนายเล้ง ทนายความโจทก์ กล่าวว่า วันนี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.กนกวรรณ แสงอรุณ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.เซปิง กับพวกรวม 4 คน ซึ่งฟ้องไว้นานตั้งแต่ปี 2562 ล่าสุดศาลวันนี้ศาลได้ตัดสินว่า น.ส.เซปิงและนายบทมากร จำเลยที่ 1-2 กระทำผิดตามฟ้อง ใน 3 ข้อหาคือ ฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนลงโทษจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา

ศาลสั่งจำคุก 'เซปิง'
ศาลสั่งจำคุก ‘เซปิง’

ส่วนบริษัท เอ็ม เอฟ เซอร์เจอรี่ เซ็นเตอร์ จำกัด จำเลยที่ 3 ที่เป็นสถานพยาบาลโดนปรับฐานโฆษณาเกินจริง 50,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 นายกมลซึ่งมีอาชีพแพทย์มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 50,000 บาทฐานโฆษณาเกินจริง แต่ศาลให้รอลงอาญามีกำหนดโทษ 2 ปี เนื่องจากเห็นว่าโทษจำคุกเพียง 6 เดือนถือเป็นโทษน้อย และนายกมลมีอาชีพแพทย์ที่มีความน่าเชื่อถือและน่าจะทำประโยชน์กับสังคมได้ ดีกว่านำไปจำคุกระยะสั้นให้โอกาสกลับตัว ซึ่งตนก็เคารพคำตัดสินของศาล และก็ขอขอบคุณศาลรวมถึงสื่อมวลชนที่ติดตามคดีมาโดยตลอด

Advertisement

นายภิญโญภัทร์กล่าวต่อว่า คดีนี้ได้ต่อสู้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากอยู่ในช่วงโควิดและฝ่ายโจทก์อยู่ต่างประเทศ ในคดีนี้มี น.ส.กนกวรรณฟ้องเพียงคนเดียว แต่ยังมีอีกคดีที่อยู่ในศาลซึ่งจะมีการสืบพยานในปี 2568 และยังมีผู้เสียหายที่รอการดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตามศาลได้มีคำวินิจฉัยไว้น่าสนใจว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนนายหน้า มันเกินเลยกว่าความเป็นตัวแทนนายหน้า

ซึ่งศาลได้ลงโทษในฐานฉ้อโกง, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงการโฆษณาเกินจริง โดยในคดีนี้ถือว่าโทษสูงที่สุด จากคดีที่ได้ยื่นฟ้องไป ส่วนที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องเพียงคนเดียวแต่ศาลกลับลงข้อหาฉ้อโกงประชาชนได้ เพราะศาลเห็นว่าเป็นการใช้สื่อออนไลน์ในการเผยแพร่ ศาลได้หยิบยกในส่วนนี้มาทำให้ชัดเจนและเป็นข้อกฎหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าถ้าเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นการฉ้อโกงประชาชนได้ แม้จะมีผู้เสียหายเพียงคนเดียวก็ตาม

ต่อมา น.ส.เซปิง ไชยศาส์น และนายบทมากร วัฒนะนนท์ จำเลยที่ 1-2 ได้ยื่นหลักทรัพย์พร้อมคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ จำนวนคนละ2 แสนบาท ศาลอาญาพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้วอนุญาตปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์