ผู้เสียหายร้องกองปราบ หลังถูกผู้กองที่รู้จักกันขอให้ค้ำประกันรถยนต์ แต่กลับไม่จ่ายงวดนาน 10 ปี จนถูกยึดบ้าน

23.09.24 | 12:31 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 กันยายน ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) นายธมนันท์ แตงทิม หรือจ่าคิงส์ สะพานใหม่ พา น.ส.ปาริชาติ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี และนายอัชฌา (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี เจ้าของร้านซ่อมโทรศัพท์ เข้าพบ พ.ต.ท.ภานุพงศ์ ชมดารา รอง ผกก.สส.กก.3 บก.ป. หลังถูกยึดบ้านและกำลังจะถูกยึดที่ดิน เนื่องจากค้ำประกันรถให้ตำรวจยศ ร.ต.อ. ตำแหน่งรอง สว.สส.สภ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ แต่ไม่มีการจ่ายสักงวด


น.ส.ปาริชาติเปิดเผยว่า ตนเป็นเพื่อนรู้จักกันกับตำรวจและอดีตภรรยาของตำรวจรายนี้ มานานกว่า 20 ปี โดยตำรวจรายนี้มาขอให้สามีตนไปเซ็นค้ำประกันรถยนต์ที่จะนำเข้าไฟแนนซ์ เมื่อปี 56 ด้วยความเชื่อใจและเห็นว่าเป็นข้าราชการตำรวจ จึงไปเซ็นค้ำประกันรีไฟแนนซ์จำนวน 450,000 บาท ต่อมาในปี 58 ตนมาทราบภายหลังว่าทางตำรวจคนนี้ไม่ได้มีการผ่อนจ่ายงวดรถ จนเป็นเหตุให้ต้องขึ้นศาลเพื่อทำการไกล่เกลี่ยกับไฟแนนซ์ โดยทางอีกฝ่ายก็ยืนยันจะรับผิดชอบ โดยไฟแนนซ์ลดหย่อนให้จ่ายเดือนละ 3,500 บาท ซึ่งทางตนก็เซ็นรับทราบไป จนกระทั่งปี 65 ตนได้รับหมายศาลว่าจะถูกยึดบ้านขายทอดตลาดจากกรณีที่ตนไปเซ็นค้ำประกัน ซึ่งตอนนี้มียอดหนี้ทั้งหมด 1.2 ล้านบาท (พร้อมดอกเบี้ย) ตนตกใจจึงไปตรวจสอบพบว่า ตำรวจรายนี้ ไม่เคยจ่ายสักงวดตั้งแต่ปี 56 และแม้ว่าจะมีคำสั่งศาลให้จ่ายหลังไกล่เกลี่ย ก็ยังไม่ยอมจ่ายจนศาลมายึดบ้านตน แต่ผู้กองคนดังกล่าวยังใช้ชีวิตปกติและขับรถปกติไม่ได้รับความเดือดร้อนอะไร

ตนจึงไปสอบถามกับตำรวจรายนี้แต่ได้รับคำตอบว่า “ก็รอให้ไฟแนนซ์มายึดอยู่ แต่ก็ไม่มาสักที” และก็อ้างว่าจะรับผิดชอบ โดยหาเงินมาใช้หนี้ให้ แต่ก็ไม่มาสักที และทำการบ่ายเบี่ยงไปเรื่อย ตนจึงได้เข้าไปร้องเรียนกับผกก.สภ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ที่ตำรวจคนนี้สังกัดอยู่ ทางผกก.ก็แจ้งว่าจะไปเจรจาให้ โดยทางอีกฝ่ายก็อ้างว่าจะรับผิดชอบเช่นเดิม

น.ส.ปาริชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า โดยศาลมายึดบ้านขายทอดตลาดไปได้เงินทั้งสิ้น 1.5 ล้านบาท แต่เมื่อได้เงินมาก็ต้องนำไปจ่ายค่าบ้านที่ตนไปกู้เงินมาซื้อบ้าน เมื่อหักลบแล้วก็ไม่เพียงพอค่าบ้าน และยังไม่ได้ใช้หนี้ค่าไฟแนนซ์ที่ไปค้ำประกันอีกด้วย จึงทำให้ขณะนี้ กรมบังคับคดีจะมายึดที่ดิน 12 ไร่ของตนเพื่อไปจ่ายไฟแนนซ์รถ จึงไปขอรถคันดังกล่าวจากอีกฝ่ายเพื่อไปให้ไฟแนนซ์หักกับค่าดอก ซึ่งเมื่อนำไปหักลบแล้ว ทางไฟแนนซ์ก็แจ้งกับตนว่าให้หาเงินมาอีก 6 แสน ก่อนวันที่ 3 ต.ค. เพื่อจะทำการปิดหนี้ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะถูกยึดที่ดิน 12 ไร่

Advertisement

ตนคาดว่าจะหาเงินจำนวน 6 แสนไม่ทัน เนื่องจากตอนนี้ ตนเดือดร้อนมาก บ้านไม่มีอยู่ ต้องไปเช่าห้องเล็กๆ อยู่กันในครอบครัว และต้องให้แม่ที่ดูแลไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเพราะนอนไม่พอ จึงมาร้องที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ปาริชาติ ได้โทรศัพท์ไปหาตำรวจคู่กรณี เพื่อถามความคืบหน้าที่จะรับผิดชอบ แต่ทางตำรวจคนดังกล่าวก็ตอบเชิงบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการกู้สหกรณ์เพื่อนำเงินมาใช้คืน แต่พอ น.ส.ปาริชาติ ถามย้ำว่าจะได้เงินจริงหรือไม่ ได้เงินเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ ตอบเพียงแค่ว่าจะรับผิดชอบอย่างแน่นอน