สนธิญา ร้องดีเอสไอ รับคดี ‘แม่ตั๊ก’ เป็นคดีพิเศษ ชี้คดีซับซ้อน ผู้เสียหายจำนวนมาก

30.09.24 | 15:38 น.

สนธิญา ร้องดีเอสไอ รับคดี ‘แม่ตั๊ก’ เป็นคดีพิเศษ ชี้คดีซับซ้อน มีผู้เสียหายจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เดินทางเข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ในฐานะโฆษกดีเอสไอ เพื่อให้พิจารณาตรวจสอบ

กรณี น.ส.กรกนก สุวรรณบุตร หรือ “แม่ตั๊ก” กับนายกานต์พล เรืองอร่าม หรือ “ป๋าเบียร์” ไลฟ์เกี่ยวกับการขายทองออนไลน์ ซึ่งมีผู้เสียหายในเบื้องต้น กว่า 214 ราย ทั้งกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัย รับเรื่องตรวจสอบตามกฎหมาย

นายสนธิญากล่าวว่า ตนนำข้อมูลมาแจ้งเบาะแสทางกฎหมายและข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้น ขอให้ ดีเอสไอ ร่วมตรวจสอบกรณีเพจแม่ตั๊กและเพจอื่นๆ ด้วยเพราะดีเอสไอ มีกฎหมายตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 หมวด 3 มาตรา 21 (ก) (ข) ประกอบฐานความผิด 41 ข้อที่อยู่ในอำนาจ เช่น เกี่ยวกับเงินตรา, คุ้มครองผู้บริโภค, ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, ประมวลรัษฎากร, การฟอกเงิน และกู้ยืมเงินโดยฉ้อโกงประชาชน

รวมทั้ง เห็นว่ามีผู้เสียหายร้องเรียนหลายหน่วยงาน อาทิ สคบ., ตำรวจ ปคบ., ตำรวจ สอท. เกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน หรือ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ จึงอยากให้ ดีเอสไอ มาเป็นเจ้าภาพประสานการทำงานร่วมกันในหน่วยงานเดียว

นายสนธิญากล่าวว่า ส่วนที่มีภาพแม่ตั๊กนั่งทานข้าวกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มองว่าอาจไม่มีผลประโยชน์ แต่ผู้เสียหายคงไม่สบายใจที่จะให้หน่วยงานตำรวจที่รับผิดชอบทำคดี และดีเอสไอ ต้องมาสืบสวนสอบสวนเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประชาชน ส่วนตัวเชื่อว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังแม่ตั๊กแน่นอน อย่างไรก็ตาม ตนเคยได้รับความเสียหายซื้อของทางเพจออนไลน์แล้วไม่ได้รับสินค้า แต่ไม่ใช่เพจแม่ตั๊ก จึงไม่อยากปล่อยผ่านและไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก

Advertisement

พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า ตนเห็นว่า มีความซับซ้อนในเรื่องของทรัพย์สินที่ได้มา การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นไปคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 รวมถึงพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ดีเอสไอจะเข้าตรวจสอบพิจารณาในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

หรือคดีฉ้อโกงประชาชนและยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอาจเข้าข่ายฟอกเงิน มูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป ว่าอยู่ในอำนาจดีเอสไอหรือไม่ จึงได้มอบหมายให้กองบริหารคดีพิเศษ ในฐานะหน่วยงานกลางด้านคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประมวลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีคำสั่งเพื่อพิจารณามอบหมายหน่วยงาน โดยเร็ว

พ.ต.ต.วรณันยังกล่าวว่า ส่วนการถ่ายรูปร่วมเฟรมกับตำรวจนั้น ดีเอสไอจะดูตามพฤติการณ์บ่งชี้ว่ามีการแทรกแซงทำคดีมากกว่าไม่ใช่แค่ภาพถ่าย นอกจากนี้ ยังไม่พบการระดมการลงทุนหรือเล่นแชร์ ส่วนมีคนดังร่วมไลฟ์สดด้วยต้องตรวจสอบรายละเอียด ทั้งนี้ ดีเอสไอจะสืบสวนสอบสวนคู่ขนานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง