นารา เครปกะเทย แจงไลฟ์สดขายทอง ‘แม่ตั๊ก’ ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ หวั่นติดคุกอีกรอบ
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายอนิวัต ประทุมถิ่น หรือ นารา เครปกะเทย อายุ 25 ปี อินฟลูเอนเซอร์ หอบเอกสารเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ปริญญา ปาละ รอง ผกก. (สอบสวน) กก.1 บก.ปคบ. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ กรณีร่วมไลฟ์สดขายทองกับ น.ส.กรกนก สุวรรณบุตร หรือ แม่ตั๊ก และนายกานต์พล เรืองอร่าม หรือ ป๋าเบียร์
โดยนาราเผยว่า “หนูทำงานกับพี่ตั๊กมานานมากแล้ว 3-4 ปี หนูจะเป็นลูกอีพ้อยตลอดเลย ถ้ามีกระแสถึงได้ไปไลฟ์กับเขา ไม่เคยได้ไปไลฟ์ประจำเลย วันที่เราออกมาเขามาถามเราว่า น้องมาไลฟ์กับพี่ไหม พี่ให้น้องแสนสอง เราก็ต้องไปเพราะเราอยากได้เงินใช้หนี้ เขาบอกไลฟ์เป็นสบู่ จนเขาบอกจะจ้างไลฟ์อีก เขาบอกจะจ้างวันที่ 3 เป็นการไลฟ์ขายเสื้อผ้าช่วยคนน้ำท่วม เลยบอกได้ เดี๋ยวไป พอถึงตอนเที่ยง น้องนาราเปลี่ยนเป็นไลฟ์ทองนะ อ้าว ทำยังไงได้รับปากเขาไปแล้ว การที่เราไปไลฟ์ร้านทองตอนนั้นร้านเขามีอยู่จริง ยังไม่เห็นมีเรื่องอะไร หลายคนไปเราก็ไปด้วย เราจะตรวจสอบยังไง เราจะไปถามเขาได้ไงว่าพี่ทองจริงหรือเปล่า ทุกคนไม่กล้าหืออือเขาเลยนะตอนนั้น ร้านทองที่หนูไป ทองมีอยู่จริง ทองเต็มไปหมดเลย แต่ทองที่เอามาไลฟ์ขายเอามาจากข้างหลังบ้าน ไม่มีใครรู้ค่ะ คนที่รู้มีแค่แอดมินสี่คน แต่ตอนนี้แอดมินอยู่ไหนเรายังไม่ทราบเลย แต่ไม่มีใครสัมภาษณ์พวกเขาเลย มีแต่สัมภาษณ์พวกอินฟลู“

ตอนที่เราไปถึงเขาให้พูดอะไรบ้าง?
”เขาไม่ได้บรีฟอะไรเลย ตามสไตล์ คนที่มาไม่มีใครได้ขายเต็มๆ แค่ไปเรียกคน หรือสร้างความมั่นใจเพื่อให้คนมาซื้อสินค้าเรา เพราะทาร์เก็ตของเขาสังเกตได้เลยจะไม่มีวัยรุ่น จะมีแต่ชาวบ้านที่ซื้อของเขาเพราะราคามันสูง คนต่างจังหวัดมาซื้อเพราะคลิปช่วยคนของเขา มันเลยทัชใจคนที่อยู่ตามต่างจังหวัด“
ตอนนั้นได้ถามเขาไหมว่าทำไมเอาทองหลังบ้านมาขาย?
”ไม่ได้ถาม เรามีหน้าที่แค่ไลฟ์ขายของ ไม่กล้าถามรายละเอียดตรงนั้นเยอะ“
เงื่อนไขของการรับงานเราได้ตกลงกันก่อนจะมาทำงานไหม?
”อย่างเวลาหนูไลฟ์กับพี่ตั๊ก ก็จะตกลง พี่คะ 1 ชั่วโมงเท่านี้นะ แต่วันนั้นหนูลากไป 3 ชั่วโมง แต่ไม่เป็นไรถือว่าเป็นมืออาชีพ ขอสนับสนุนเรา เราก็ทำ แต่เราขอดูเลข อย.จดแจ้งอยู่แล้ว แต่ในส่วนของวันที่สามที่หนูไปไลฟ์สดหนูไม่ได้ถามอะไรเยอะ เพราะว่าเป็นการไลฟ์ขายเสื้อผ้ามือสอง“
เป็นปกติไหมที่เจอเปลี่ยนแปลงหน้างานบ่อยๆ?
”ไม่เคยเจอเลย ครั้งนี้ครั้งแรก เหมือนแจ๊กพ็อต เพิ่งออกจากคุก ถ้าเราเข้าข่ายเราต้องเข้าไปหรือเปล่าเราก็กลัว ที่มาวันนี้เรากลัวมากว่าจะเป็นเสียงรถด่วนขบวนสุดท้ายอีกรอบหนึ่ง ถ้าโดนอีกรอบหนึ่งครอบครัวจะอยู่ยังไง“

ปรึกษากับทางทนายไว้ไหม?
”หนูไม่มีเงินจ้างทนายเลยตอนนี้ เบื้องต้นจะเอาเอกสารทั้งหมดมาให้ท่านรองดูก่อน ว่าหนูได้แค่ค่าจ้างจริงๆ นะ ไม่เคยได้ของอะไรจากเขาเลย (เขาจ้างเราไปสองรอบครั้งละเท่าไหร่?) ได้แสนสอง รอบเดียว วันที่ออกมาไลฟ์สบู่ รอบสองไลฟ์ร้านทองคือแปดหมื่น เราอยู่ตรงนี้มานาน เรารู้แล้วว่าอะไรจริง อะไรปลอม อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ“
หน้าไลฟ์กับหลังไลฟ์เขามีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไหม?
”สำหรับตัวหนูไม่เคยเจอ ไม่เคยโดนวีนอะไร”
ตอนนี้อะไรที่หนักใจที่สุด
“หนักใจที่สุดคือกลัวโดนเข้าคุกอีกรอบ ตอนนี้หนูอยากใช้หนี้ทุกคน หนูกลัวภาพที่ตำรวจบุกบ้าน กลัวต้องโดนจับ มีนั่งปิดตาชี้ของ กลัวภาพนั้นมาก กลัวครอบครัวและคนที่ซัพพอร์ตเสียใจ กลัวเขาผิดหวังในตัวหนูอีกรอบหนึ่ง”
หลักฐานที่เอามาวันนี้ มีอะไรบ้าง
“หลักฐานที่เอามาวันนี้ ก็จะมีแชตที่คุยงานกับเขา ว่าจ้างไปทำงาน ได้มาแค่ค่าตัวตามที่ตกลงไว้เท่านั้นเลย สเตทเมนต์หนูไม่มี มีแต่หลักฐานแชต การที่เรามาวันนี้ เขาต้องการให้เรามาแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในหลังบ้าน หรือได้ส่วนแบ่ง ได้เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า”
แล้วสนิทกันขนาดไหน
“เอาแค่รู้จักกัน แต่ไม่ได้สนิทเหมือนคนอื่น วันนี้เขาเข้าคุกไป หนูก็ซื้อข้าวให้เขานะ ไปฝากกับทางเรือนจำให้ส่งให้เขาทั้งสองคน คนละ 120 บาท แต่ไม่ได้เจอ ไม่ได้ไปเยี่ยม เพราะหนูแค่รู้สึกว่าวันที่หนูออกมา เขาถามถึงเรา แล้วเราก็เข้าใจความรู้สึกคนเคยเข้าคุก หนูเคยทำผิดพลาด หนูก็ยังเคยได้โอกาสเลย วันนี้เรารู้ว่าเข้าคุกครั้งแรกต้องกินอะไรยาก หนูเลยซื้อขนมจีนให้เลย 5 วันติด วันละ 120 บาท เพื่อให้เขาได้ปรับตัวในคุก หนูให้เพราะอย่างน้อยเราเคยรู้จักกัน หนูเชื่อว่าการเข้าคุกมันสอนเรา พอเขาได้ออกมาเขาจะได้บทเรียน แต่หนูไม่ได้ฝากข้อความอะไรไปถึงเขา แล้วก็ไม่ได้อยากจะพูดอะไรแทนเขา เพราะสิ่งที่เขาจะพูดได้ เขาต้องพูดเอง การที่เราพูดแทนเราไม่รู้ว่าความจริงเป็นยังไง แต่หนูเป็นคนหนึ่งที่ไปร่วมไลฟ์ ทำให้คนเกิดความเสียหาย ต้องขอโทษตรงนี้”

ถ้าเขาออกมาเรากล้าร่วมงานกับเขาไหม
“หนูออกมาจากคุก คนยังกล้าร่วมงานกับหนูเลย ตอนนี้เราตอบอะไรไม่ได้ เราต้องดูสถานการณ์ พูดตรงๆ ถ้าสังคมให้โอกาส เราก็อยากร่วมงานกับเขา ถ้าสังคมไม่ให้โอกาส เราก็คอยเป็นกำลังใจห่างๆ ให้เขา อย่างน้อยเราเคยรู้จักกัน”
คนโยงว่า “แม่ตั๊ก” เป็นคนบอกว่าเป็นขอทานเหรอ หลังไปขอทุนเปิดร้านเครป
“จริงๆ วันนี้ที่ให้สัมภาษณ์คืออันนี้หนูกราบตีxนักข่าวเลยค่ะ ไปลงให้หนูที คือหนูโดนจริงๆ หนูทักไปขอคนหนึ่งมา ที่ไม่ใช่แม่ตั๊ก เป็นคนที่บอกว่าถ้าวันหนึ่งนาราเดือดร้อน ทักไปหาเขาได้เลย ไม่ว่าจะเปิดร้านเครปหรือทำอะไร หนูก็ทักไปว่าแม่หนูขอทุนไปเปิดร้านเครปหน่อย แล้วเขาถามว่าเป็นขอทานเหรอ 555 เราก็ละอายแก่ใจ แต่ไม่ได้ตอบโต้ เลยรู้สึกว่าเราควรพึ่งตัวเองก่อน ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็เลยต้องกราบขอโทษที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ตั๊ก หนูไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดเรื่องที่ไม่จริง”
คนมองว่าอีกแล้วเหรอเรา
“เราไม่สามารถทำใครให้คิดเหมือนกันได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดเราต้องทำตัวเราให้ดี การจะทำอะไรมันถูกต้องไหม มันมีผลกระทบต่อเราไหม ถ้าทำไปแล้วชีวิตดี มีความสุข เราไม่จำเป็นต้องฟังใคร แต่ถ้าทำแล้วแย่ เป็นสิ่งที่ไม่ดี เราก็ควรจะหยุดตั้งแต่ก่อนจะทำ หลังจากนี้จะทำอะไรก็ตาม หนูจะต้องคิดก่อนค่ะ ตอนนี้หลังเกิดกรณีแม่ตั๊ก ทุกแบรนด์ผวาหมด ไม่กล้าจ้างใคร เขากลัวเกิดเรื่อง ทุกคนทำธุรกิจอยากรวย อยากประสบความสำเร็จหมด แต่พอเกิดปัญหาแบบนี้เขาต้องเซฟตัวเอง เราจะเติบโตได้ ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง บ้านเรามีกฎหมาย หนูเคยทำผิดพลาด ก็ต้องเข้าคุก อยากรวยเร็วแต่สุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย
เพราะฉะนั้นฝากถึงเจ้าของแบรนด์ที่กำลังทำธุรกิจอยู่ หนูอยากให้กำลังใจ ไม่ว่าตอนนี้คุณกลัวอะไรอยู่ ถ้าคุณไม่เคยทำผิดพลาด ทำอย่างโปร่งใสและถูกต้อง ก็เดินหน้าต่อไปเลย สู้ต่อไปเพราะแบรนด์เราต้องเติบโต อย่าหยุดเพราะทุกเวลามีค่า แต่ถ้าทำผิดพลาดก็ปรับปรุงแก้ไขให้มันดี เพราะผู้บริโภคคือปัจจัยหลักที่สำคัญ เราอยู่ได้เพราะลูกค้า เขาซื้อของเพราะความไว้ใจเชื่อใจ เราก็ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด”


