บิ๊กต่าย ขีดเส้น 7 วัน ต้องพบฐานความผิด บ.ดาราดัง ก่อนออก ‘หมายเรียก-หมายจับ’

11.10.24 | 06:42 น.

‘บิ๊กต่าย’ ขีดเส้น 7 วัน ต้องพบฐานความผิด บ.ดาราดัง ก่อนออก ‘หมายเรียก-หมายจับ’ เตรียมประสาน ปปง.อายัดทรัพย์สิน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการสอบสวนกลาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท.ผบ.ตร., พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. และ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคบ. เข้าร่วมประชุมติดตามพร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมรับฟังคดี น.ส.กรกนก สุวรรณบุตร หรือแม่ตั๊ก และนายกานต์พล เรืองอร่าม หรือป๋าเบียร์ หลอกขายทองไม่ได้มาตรฐาน และคดีบริษัทขายตรงแห่งหนึ่งที่มีดาราเป็นผู้บริหารที่เป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ พร้อมเข้าพูดคุยกับผู้เสียหายที่เดินทางเข้ามาให้ปากคำที่ศูนย์รับแจ้งความคดีบริษัทขายตรง บนชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐเปิดเผยว่า สำหรับคดีของบริษัทดาราดัง ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนไว้ที่ บก.ปคบ. ซึ่งตนเดินทางมาเพื่อดูว่ามีผู้เสียหายจำนวนมากน้อยแค่ไหน และระดมกำลังพนักงานสอบสวนจาก บช.ก.ทั้งหมดให้เข้ามาสอบสวนในเรื่องนี้ด้วย ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้จากผู้เสียหายที่สอบไปแล้ว 80 ปาก รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 31 ล้านบาท โดยผู้ถูกกล่าวหามีการชักชวนให้ทำธุรกิจ เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัท มีการให้อบรมเสียค่าอบรม จากนั้นเข้าสู่กระบวนการเปิดเครดิต และอัพเกรดเป็นขั้นบันไดเริ่มจาก 2,500 25,000 และ 250,000 บาท ก็มีความเป็นไปได้ที่บริษัทดังกล่าวจะเข้าข่ายความผิดที่เกี่ยวกับเรื่องแชร์ลูกโซ่ หรือการหลอกร่วมลงทุน ในส่วนเรื่องดาราที่ปรากฏตามสื่อว่าเป็นผู้บริหาร หรือที่เป็นพรีเซ็นเตอร์นั้น หากพบว่ามีการสนับสนุนความผิดและเป็นตัวการความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายไม่มีละเว้นใครทั้งสิ้น ดังนั้นทางดาราและศิลปินที่มาไลฟ์สดหรือช่วยโฆษณาสินค้า ก็จะดูข้อเท็จจริงในเบื้องต้นก่อนว่าเข้าข่ายความผิดใดและอยู่ในระดับที่จะพิจารณาความผิดนั้นมากน้อยแค่ไหน

“สิ่งแรกที่ต้องทำตอนนี้คือสอบสวนผู้เสียหายและรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานก่อน ใช้เวลาเร็วที่สุดประมาณ 2-3 วัน จึงจะพิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริง จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมาย คาดว่าไม่เกินสัปดาห์ที่จะพบว่ามีความผิดในฐานใด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการออกหมายเรียก หากไม่มาก็ออกหมายจับ ” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าว

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า ตำรวจไม่มีอำนาจไปยึดทรัพย์ ดังนั้น ตำรวจจะส่งเรื่องไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมุ่งอายัดทรัพย์ทั้งหมดไว้ก่อนนั้นคือเจ้าของบริษัท อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกกล่าวหาก็สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้มาจากการกระทำความผิด แต่หากพบแล้วว่ามีการกระทำความผิดก็จะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องและเฉลี่ยทรัพย์คืน

Advertisement