ทนายนิด้า ชี้คดี ดิไอคอน หากโมเดลธุรกิจ มุ่งเน้นกำไร ปริมาณสมาชิก เข้าข่ายฉ้อโกง
กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อผู้เสียหายรวมตัวกันนำหลักฐานการร่วมลงทุนจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์หลายชนิดกับบริษัท THE iCON GROUP มายื่นเรื่องร้องเรียนให้ตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.)
ตรวจสอบว่าบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป เข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่ ต่อมากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายงานคดีดิไอคอน กรุ๊ป หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดี

ต่อมา นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ บอสพอล ผู้ก่อตั้งและซีอีโออาณาจักรธุรกิจออนไลน์ ดิไอคอนกรุ๊ป (The iCON Group) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม พร้อมทีมทนายความและบอดี้การ์ดเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปคบ.เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ล่าสุด พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ออกมาระบุถึงสถานะของ 6 บอส หรือผู้บริหารที่เป็นดาราว่า กลายเป็นผู้ต้องหา เนื่องจากมีผู้เสียหายมาแจ้งความดำเนินคดี
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เพจ “ทนายนิด้า” หรือ น.ส.ศรันยา หวังสุขเจริญ หรือ ทนายนิด้า ได้ออกมาโพสต์ถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุข้อความว่า “ประเด็น The icon ไม่ได้อยู่ที่สินค้ามีจริงไหม แต่อยู่ที่ Model ธุรกิจว่ามุ่งแสดงหากำไรจากอะไร ถ้าไม่ใช่ประสงค์กำไรหลักจากสินค้า แต่มุ่งกำไรจากปริมาณสมาชิก ก็เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนได้ แม้จะมีสินค้าอยู่จริง”

ทั้งนี้ทนายนิก้ายังโพสต์ในคอมเมนต์เพิ่มเติมว่า ส่วนที่หลายคนถามว่าโอกาสรอดมีไหม พร้อมกับติดแท็ก #เงินมันจ้างผีโม่แป้งได้นะ

สำหรับสำนวน มีเงินใช้ผีโม่แป้ง นั้น ราชบัณฑิตยสภา
ได้ระบุความหมายว่า
มีเงินใช้ผีโม่แป้ง มีที่มาจากสำนวนจีนซึ่งแปลได้ว่า มีเงินก็ใช้ผีโม่แป้งได้ สำนวนนี้หมายถึง หากใช้เงินเป็นเครื่องล่อใจ ก็สามารถว่าจ้างคนทุกคนให้ทำงานต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้างได้ ไม่ว่าผู้รับจ้างจะเต็มใจหรือรู้สึกผิดหรือไม่ก็ตาม
เช่น เมื่อก่อนนายทุนเจ้าของบริษัทมักมีปัญหากับสหภาพแรงงาน แต่พอให้เงินรางวัลหัวหน้าสหภาพแรงงานมากขึ้นก็กลายเป็นฝ่ายเจ้าของบริษัทไป กลับไปเกลี้ยกล่อมลูกจ้างให้ยอมทำตามเจ้าของบริษัท อย่างนี้เรียกว่า มีเงินใช้ผีโม่แป้งได้

