บอสพอล ชี้ ปัญหาดิไอคอน เกิดจากแม่ทีม สื่อสารผิดเพี้ยน ยันไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่ทำตลาดแบบตรง

15.10.24 | 08:36 น.

บอสพอล ชี้ปัญหาดิไอคอน เกิดจากแม่ทีมสื่อสารผิดเพี้ยน ยันไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่ทำตลาดแบบตรง ลั่นสู้ต่อแต่จะไม่เปิดรับสมัครสมาชิกอีกแล้ว

จากกรณีที่ บอสพอล-วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด พร้อมทนายความ เผชิญหน้าผู้เสียหายอีกครั้ง ในรายการ “THE STANDARD NOW” เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมี นายนิติธร แก้วโต ทนายความ ที่มาเป็นคนกลาง ร่วมรายการด้วย

ทั้งนี้ ตอนหนึ่งที่บอสพอลได้พูดคุยนั้น ได้มีการโชว์ตัวเลขสมาชิกระดับต่างๆ พร้อมค่าสมาชิกในการเปิดบิลด้วยพบว่า มีสมาชิกกว่า 3.6 แสนราย และรายได้รวมกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทนั้น

อ่านข่าว : ตะลึง! เปิดตัวเลขสมาชิก ดิไอคอน กรุ๊ป กว่า 3.68 แสนราย มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล. 

โดยในรายการ บอสพอล มีการถามคำถามกับผู้เสียหายเป็นระยะ และยืนยันว่า ไม่ทราบเรื่องที่มีทีมอบรม แจ้งกับผู้เสียหายว่า หากเปิดบิลที่ 25,000 บาท จะต้องหาลูกค้าเอง แต่หากเปิดบิล 250,000 บาท จะมีคนหารายชื่อลูกค้ามาให้ เสมือนขึ้นเครื่องบินด่วน นอกจากนี้ยังยอมรับว่า เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องจ่ายเงินให้แม่ทีมยิงแอด ครั้งละ 2,500-2,600 บาท แต่ไม่ใช่วิธีการที่กำหนดได้ เพราะตนขายสินค้าให้ไปแล้ว ก็เป็นสิทธิที่เขาจะนำสินค้าไปขายตามช่องทางต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม TikTok หรือร้านส่วนตัว เป็นไปได้ที่ว่าแม่ทีมอาจจะบอกไม่หมด ขณะที่ผู้เสียหายเข้าใจว่า เงินที่จ่ายไป 250,000 บาทนั้น จบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการยิงแอด หรือหาคนมาซื้อสินค้าให้

Advertisement

ผู้เสียหายนำข้อมูลที่แม่ทีมส่งมาให้ดู โดยเชื่อว่ายอดขายของสินค้าชิ้นหนึ่งจะโตขึ้นปีละ 20% ทางทนายบอกว่า ได้คุยกับทีมงานแล้ว พบว่าเป็นตัวอย่าง และการพยากรณ์ ซึ่งบอสพอล และทนาย เสริมว่า ไม่ได้เป็นการการันตี เพราะอาจจะได้มากกว่า หรือน้อยกว่าก็ได้ แต่ทางผู้เสียหายถามกลับว่า เหมือนเป็นการขายฝันหรือไม่

บอสพอลบอกว่า นโยบายของบริษัทคือ การหาสินค้าที่ดีไว้ เตรียมระบบขนส่ง การจัดการคลังสินค้า ระบบการเทรนนิ่ง การขาย เป็นต้น

ทั้งนี้ พิธีกรถามว่า ในฐานะหัวเรือใหญ่ของบริษัท จะปฏิเสธว่าไม่รู้ ไม่เห็นในสิ่งที่ผู้เสียหายสะท้อนออกมา โดยบอสพอลยืนยันว่า ไม่รู้จริงๆ เพราะตัวแทนจำหน่ายมีประมาณ 4 แสนคน เมื่อเราขายสินค้าให้ในแต่ละกลุ่ม ก็มีการทำการตลาดคนละอย่าง เราก็ไม่สามารถตรวจได้ทุกกลุ่ม แต่ถ้าแจ้งเข้ามา เราก็จะแก้ให้ ถ้ามีเคสที่รู้ ก็จะไปจัดการ

ทั้งนี้ ทนายบอสพอลได้พูดเสริมว่า นโยบายบริษัท คือการขายสินค้า แต่ไม่ได้ขายค่าสมาชิก เป็นการขายส่งที่ให้ตัวแทนนำสินค้าไปขายให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่าแม่ทีมเน้นหาคน บอสพอลอ้างว่า ไม่ทราบ และธุรกิจดิไอคอน ไม่ใช่ขายตรง แต่เป็นการตลาดแบบตรง

เมื่อพิธีกรถามว่า “คน” คือสินค้าของดิไอคอน บอสพอลบอกว่า เราได้เห็นมันไปผิดเพี้ยนแบบนี้ ขณะที่ผู้เสียหายถามกลับว่า ถ้าคำสอนผิดเพี้ยนจะรับผิดชอบอย่างไร ทางบอสพอลตอบว่า ถ้าคำสอนที่ผิดเพี้ยนเป็นเรื่องส่วนบุคคล ถ้ามีปัญหาเยียวยาจะช่วยอยู่แล้ว แต่นี่คนละประเด็นกัน

ผู้เสียหายถามอีกว่า แล้วที่ผิดเพี้ยน ก็มาจากทีมงานดิไอคอน ในฐานะบอสใหญ่ จะรับผิดชอบ หรือจัดการอย่างไร บอสพอลบอกว่า ก็ต้องลงมาหาข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรม แต่ต้องเข้าใจ เพราะตนเหมือนอยู่ตรงกลาง ต้องดูทั้งสองฝ่ายว่าที่เขากล่าวหาว่าทำผิดมีหลักฐานแบบนี้ ถ้ามีหลักฐานว่าเขาทำก็ตัดสัญญาตัวแทนจำหน่ายเลย

เมื่อถามว่าในฐานะหัวเรือใหญ่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เมื่อรู้แล้วจะรับผิดชอบอย่างไร บอสพอลบอกว่า แม้จะเป็นสิ่งที่แม่ทีมทำ วันนี้เราต้องแยกแยะก่อนว่านี่คือสิ่งที่แม่ทีมกระทำ แต่คนรับผิดชอบคือผมอยู่แล้ว ไม่มีทางให้แม่ทีมไปจ่ายตังค์ เพราะเขาคือทีมงาน ต่อให้แม่ทีมทำก็เหมือนผมทำ ผมต้องเป็นคนดูแลเอง

กำไรของดิไอคอนได้มาจากการขายสินค้า ซื้อของไปแล้ว ก็ต้องขายของ ไม่ใช่การหา “คน”

การเลือกนักแสดงมาเป็นผู้บริหารนั้น เริ่มมาจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่หากดูนิสัยใจคอ บวกความสามารถแล้ว ก็จะขออนุญาตให้เพิ่มเติมในส่วนนั้นๆ ซึ่งการรับรายได้ ก็จะต่างออกไป และการที่บอส ที่ไปเดินสายออกรายการต่างๆ ไม่ใช่นโยบายของบริษัท ที่ไม่ได้บอกให้ทำแบบนี้ ซึ่งเขาออกเงินกันเอง ไม่ใช่เป็นเงินของบริษัท

หลังจากนี้ ดิไอคอนไม่เปิดรับตัวแทนจำหน่ายเพิ่มอีกแล้ว เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด ส่วนเรื่องเยียวยา ก็ต้องมาคุยกัน